คำขอขมาพระรัตนตรัย

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต
สัมมา สัมพุทธัสสะ (ว่าสามจบ)

สัพพังอะปะราธัง ขะมะถะเมภันเต
อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะกะตัง
สัพพังอะปะราธัง ขะมะถะเมภันเต
อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

หากข้าพเจ้า..ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง
ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย
อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย
ในชาติก่อนก็ดี ในชาตินี้ก็ดี
ด้วยทางกาย หรือด้วยทางวาจาก็ดี
และด้วยเจตนา หรือไม่มีเจตนาก็ดี
รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี
ขอองค์สมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
พระธรรม พระอริยสงฆ์ทัังหลาย
และผู้มีพระคุณทุกท่าน
ได้โปรด”อดโทษ”ให้แก่ข้าพเจ้า
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ตราบเท่าเข้าสรูนิพพานด้วยเทอญ.

Posted in บทสวดมนต์ | Leave a comment

คาถาบูชาไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

วิธีบูชา บทสวด คาถาบูชาไอ้ไข่ หรือ ตาไข่ เด็กวัดเจดีย์ 9จบ ฟังทุกวันได้ผลทันตาเห็นโชคลาภ ค้าขาย เงินทองไหลมาเทมา

นะโม 3จบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ

อิติ อิติ กุมาระไข่เจดีย์ จะมะหาเถโร ลาภะลาภา ภะวัณตุเม

ขอให้ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์คุ้มครอง อำนวยอวยชัยทุกสิ่งอย่างจงสมหวังหวังทุกปราการ ขอให้มีสิ่งดีๆๆทุกๆวัน รวมถึงกัลญาณมิตรที่ข้าพเจ้ารัก พบเจอแต่สิ่งดีๆๆทุกๆๆวัน

ตั้งจิตอธิฐานขอเรื่อง โชคลาภ
เงินทอง ค้าขาย เมตตามหานิยม
บนเรื่องงาน กิจการ ให้สำเร็จราบรื่น

 

#มาฝาก “ผู้ศรัทธา”หน้าใหม่ เพราะบางท่านเพิ่งได้เช่าบูชา จากในกลุ่มฯ ไป

อันดับแรก… เรามารู้จักนามก่อน หลายท่านยังสงสัยว่าเราจะเรียกว่าอะไร นามคือ “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” ครับ การเรียกนามนี้ มิใช่ว่าเราจะแสดงความไม่เคารพ แต่รูปนามของท่านคือนามนี้ การจะเรียกกับคนทั่วไป ท่านจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ด้วยความเคารพของท่านเอง แต่บอกเคล็ดลับเวลาบูชา ขอให้เรียกท่านว่า “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” เพราะ “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” รับรู้นามท่านด้วยนามนี้ครับ

การเชิญ “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” เข้าบ้าน ไม่มีพิธีรีตองอะไรหรอกครับ ไม่จำเป็นของบอกเจ้าที่เจ้าทาง เพราะตำรานั้นเป็นของกุมารทอง กูรูผู้รู้หลายท่านจึงหลง คิดว่าต้องใช้ตำรานี้ ด้วยคิดว่า “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” เป็นกุมารทอง “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” ท่านเองเป็นเทพครับ เราแค่ตั้งหิ้ง ตั้งโต๊ะบูชา แล้วว่า นะโม ๓ จบ ตามด้วยคาถาบูชา.. อิติ อิติ กุมาระไข่เจดีย์ จะ มหาเถโร ลาภะ ลาภา ภะ วันตุเม.. แล้วบอกกล่าวต่อ “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” ขอให้ท่านดูแลช่วยเหลือ อยู่คุ้มครองเรา และครอบครัว ให้มีแต่ความสุข ความเจริญ (อาจนำของมาถวายด้วยก็จะดี)

การตั้งหิ้ง โต๊ะบูชา.. อันดับแรกถามก่อนว่าจะรวมหิ้งกับพระไหม ถ้ารวมหิ้งกับพระ อันนี้ต้องจัดลำดับสูงกว่าต่ำกว่า พระพุทธ, พระสงฆ์, องค์กษัตริย์, องค์เทพ และ “ไอ้ไข่”
แต่หากแยกหิ้งได้ก็ดี โดยต้องให้หิ้ง “ไอ้ไข่” ต่ำกว่าตามลำดับข้างต้น อุปกรณ์ที่ต้องมี
1. กระธางธูป 1 อัน
2. เชิงเทียน 2 อัน (1 คู่)
3. แจกันดอกไม้ 2 อัน (1 คู่) หากพื้นที่แค่ไม่พอ ไม่ต้องมีก็ได้ ให้เป็นถวายเป็นพวกมาลัยแทน แต่การถวายพวงมาลัย หลีกเลี่ยงการแขวนที่องค์บูชา เพราะจะดูไม่เหมาะสม ให้วางใส่พานถวาย
4. ของถวายควรมีพาน หรือถาดรองรับ ไม่ควรวางกับพื้นหิ้ง และภาชนะ เช่น แก้ว, ถ้วย ฯลฯ ควรแยกกับของใช้ทั่วไป ไม่ใช้รวมกับของคนในบ้าน
5. ควรรักษาความสะดวกของหิ้ง ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ควรทิ้งไว้ให้รก (ไม่ต้องเอาขลังครับ) บางท่านชอบทิ้งให้รก เพราะอาจดูขลังดี อิ อิ ทิศที่ควรหันหน้าไป คือ ทิศตะวันออก และทิศเหนือ

ของถวาย.. ถวายเป็นจำพวกขนม ผลไม้ นม น้ำ น้ำแดง ชุดทหาร ของเล่น หรือของที่เด็กชอบ จะถวายโดยการกำหนดวันก็ได้ เช่น วันพระ วันเสาร์ เป็นต้น หรือตามสะดวกก็ได้ เวลาบูชาจุดธูป ๓ ดอก แก้บนจุด ๑ ดอก

การลาของถวาย.. ว่า นะโม ๓ จบ แล้วตามด้วย “เสสัง มังคลัง ยาจามิ” ของถวายเมื่อลาเสร็จ สามารถทานได้ เพื่อความเป็นสิรมงคล แต่ถ้าเป็นของแก้บน โบราณเขาจะถือ #ห้ามทาน เพราะเชื่อว่าจะไม่ขาดเหมย (ภาษาใต้) หรือขาดบนกันครับ

*** ยังไงก็ตามการบูชา เราต้องบูชาอย่างมีสติ ต้องประกอบด้วยการทำความดีของเราด้วย ยึดถือหลักการปฏิบัติบูชา คือ พูดดี คิดดี ทำดี หมั่นบริจาคทาน เจริญสมาธิ #เชื่อมั่นด้วยศรัทธาอันแท้จริง หลีกหนีความงมงาย กันนะครับทุกท่าน

Posted in บทคาถา | Leave a comment

คาถาพระมหาจักรพรรดิ

คาถามหาจักรพรรดิ เป็นพระคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก และถือว่ามีพลังครอบจักรวาล ทั้งทำให้ชะตาชีวิตดีขึ้น ปฏิบัติธรรมได้เร็วขึ้น เป็นการเพิ่มบุญให้กับตัวเอง ทั้งยังเคล็ดในการปรับภพภูมิให้ผู้ที่ล่วงลับและเจ้ากรรมนายเวร  คาถามหาจักรพรรดิ เป็นพระคาถาที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ชมพูปติสูตร” ในตอนที่พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตพระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเพื่อกำราบทิฐิพญา ชมพูบดีพระมหากษัตริย์ผู้มากด้วยอิทธิฤทธิ์ โดยผู้ที่รจนาพระคาถาบทนี้ขึ้นมาก็คือ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก จ.อยุธยา

นะโม 3 จบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ
มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา
พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ
พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา
อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลี จะมหาเถรัง
อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย
อะหังวันทามิ สัพพะโส
พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ
สัพเพพุทธา
สัพเพธัมมา
สัพเพสังฆา
พะลัพปัตตา ปัจเจกานัญ จะ ยังพะลัง
อะระหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส (3 หรือ 5 จบ)

พุทธังอธิษฐามิ
ธัมมังอธิษฐามิ
สังฆังอธิษฐามิ (ให้อธิษฐานเอา)

อย่างละ 3 จบก็ได้ค่ะ
แต่บทสัพเพ คือบทแผ่เมตตาที่สวดง่าย สวดได้บ่อยๆ สวดแล้วให้เจ้ากรรมได้เลย
นึกถึงหลวงปู่แล้วสัพเพเลยค่ะ

Posted in บทคาถา | Leave a comment

บทสวดพาหุง มหาการุณิโก

บทสวดมนต์ บทสวดพาหุง มหาการุณิโก

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

๑. พุทธคุณ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ

๒. ธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ

๓. สังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

๔. พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ)

๑. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๒. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๓. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๔. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๕. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๖. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๗. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๘. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

* ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน – เม แปลว่าข้าพเจ้า)

๕. มหาการุณิโก

มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา
ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง
นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ
พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง
สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ
จารีสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง
มโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัดเถ ปะทักขิเณฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
* ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน – เม แปลว่าข้าพเจ้า)

กราบ ๓ ครั้ง เสร็จแล้วสวดเฉพาะพุทธคุณ ดังต่อไปนี้

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชา จาระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัม มะสาระถิ สัตถาเทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

ให้สวดพุทธคุณเกินอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๒๘ ปี ให้สวด ๒๙ จบ
เมื่อสวดพุทธคุณครบตามจำนวนจบที่ต้องการแล้ว จึงตั้งจิตแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล

Posted in บทสวดมนต์ | Leave a comment

คาถาชินบัญชร

บทสวดมนต์ คาถาชินบัญชร สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

พระคาถาชินบัญชรนี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐานว่า
คำภาวนาก่อนสวด

ตั้งนะโม 3 จบ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ

พระคาถาชินบัญชร ฉบับย่อ

ชิ นะ ปัญ ชะ ระ ปะ ริ ตัง มัง รัก ขะ ตุ สัพ พะ ทา (ภาวนา 10 จบ)

พระคาถาชินบัญชร ฉบับเต็ม

ก่อนสวดให้นึกถึง หลวงปู่โต พรหมรังสี แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ว่า

ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธะนะกาโม ละเภธะนัง

อัตถิกาเย กายะ ญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา

อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ

มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
เริ่มสวดบทพระคาถาชินบัญชร 15 บท

ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.

เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา
วาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

คำแปลพระคาถาชินบัญชร ทุกบท

พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ

Posted in บทสวดมนต์ | Leave a comment

วัดอัมพวันเจติยาราม (Wat Amphawan Chetiyaram)

วัดอัมพวันเจติยาราม (Wat Amphawan Chetiyaram)

ชมความงามแห่งสถาปัตยกรรม ณ วัดอัมพวันเจติยาราม (Wat Amphawan Chetiyaram)

หลายครั้งที่คุณได้เคยตามรอยประวัติศาตร์ ชมความงามแห่งจิตรกรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นผ่านอารามหลวง ณ วัดอัมพวันเจติยาราม แน่นอนว่าความงดงามและความน่าประทับใจเหล่านี้ย่อมเชื้อเชิญให้คุณอยากหวนกลับมาที่นี่อีกครั้ง หรือแม้แต่ใครที่ได้ฟังเสียงเล่าขานต่อๆ กันมา ก็ย่อมต้องอยากมาเยือนอีกบ่อยๆ แน่นอน

สำหรับวัดอัมพวันเจติยาราม ที่ตั้งอยู่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสาคร เพราะนอกจากเราจะได้เที่ยวชมบรรยากาศวิถีชีวิตชุมชนและประเพณีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแล้ว ที่นี่ยังมีแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญอันงดงามเก่าแก่คู่เมืองอัมพวา ซึ่งเชื่อว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ร.1 และมีประวัติสำคัญของพระมหากษัตริย์ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทั้ง 3 รัชกาลเลยทีเดียว

วัดอัมพวันเจติยาราม อารามหลวงเก่าแก่นิวาสเดิมแห่งบรมราชจักรีวงศ์

ความน่าสนใจของอารามหลวงชั้นโทแห่งนี้ โดดเด่นตรงที่มีประวัติศาสตร์สำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์ไทยแห่งยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งทางวัดถูกสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ (นาค) พระมเหสีในรัชกาลที่ 1 ซึ่งทรงเสด็จมาประทับขณะที่ทรงมีพระครรภ์ และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ร.2 ก็ทรงมีพระประสูติกาล ณ บริเวณอารามหลวงแห่งนี้

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดใหม่ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ เพื่อใช้เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระราชบิดา และในรัฐสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถทั้งหลัง และทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอัมพวันเจติยาราม” ต่อมาในปี พ.ศ.2510 กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบูรณะสังขรณ์วัดแล้วทรงประทานพระนามอีกนามว่า “วัดราชินีกุลบางช้าง”

วัดอัมพวันเจติยาราม (Wat Amphawan Chetiyaram)

ชมความงามของสถาปัตยกรรม วิถีช่างยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

สำหรับสถาปัตยกรรมและสิ่งที่เป็นไฮไลท์โดดเด่นภายในวัดอัมพวันเจติยาราม ก็มีดังนี้

พระวิหารคด อาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ภายในวิหารคตประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ องค์ใหญ่ ตั้งแต่พระเศียรจนถึงพระบาท วัดได้ 19 ศอก มีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐานอยู่รอบระเบียงพระวิหาร จำนวน 52 องค์ ด้านในมีพระปรางค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสรีรังคารและพระบรมอัฐิบางส่วนของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระที่นั่่งทรงธรรม วิหารทรงสี่เหลี่ยมผื่นผ้าก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องมีชายคาปีกนกคลุมทั้งสี่ด้าน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป เรียกกันว่า “หลวงพ่อทรงธรรมหรือหลวงพ่อดำ”และรอยพระพุทธบาทจำลอง 5 รอย ในคราวบูรณะใหญ่ปี พ.ศ. 2538 กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระราชทานพระนามาภิไธยย่อ (สธ) ไว้ที่หน้าบัน

พระอุโบสถ อาคารก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องด้านหน้าและด้านหลัง มีพาไลยื่นออกมาช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ปูนปั้น หน้าบันประดับกระจกสี ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่เขียนขึ้นตามแบบศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชประวัติในยุครัชกาลที่ ๒ – ๓ และเรื่องราวเกี่ยวกับบทพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทอง ไกรทอง อิเหนาและคาวี

บนผนังอุโบสถระหว่างช่องประตูด้านล่าง ภาพการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงลงฝีพระหัตถ์พระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หน้าทหารกลอง และต้นไม้ข้างป้อมริมกำแพง

กุฏิไม้ทรงไทย เป็นเรือนหมู่ทรงไทยใต้ถุนสูง ด้านเหนือเป็นบันไดใหญ่ ด้านใต้เป็นหอสวดมนต์ มีหอฉัตรตรงกลาง แต่เดิมเป็นฝีมือช่างในรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการบูรณะในรัชกาลต่าง ๆ สื่อต่อมา

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประดิษฐานบริเวณด้านขวาของพระอุโบสถ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวอัมพวา

มาเยือนอัมพวาแล้ว อย่าลืมแวะมาทำบุญไหว้พระ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านงานจิตรกรรมไทยที่สวยงาม สักการะพระรูป ร.2 เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนข้ามฝั่งคลองไปเยือนตลาดน้ำยามเย็น เพื่อชมบรรยากาศวิถีชุมชนเมืองอัมพวากันนะคะ

การเดินทาง

วัดอัมพวันเจติยาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เส้นทางการเดินทางไม่ยากเลย เพราะที่ตั้งของวัดติดกับตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา นักท่องเที่ยวที่ต้องการไปเยือนสามารถเดินทางจากตัวเมืองสมุทรสงครามวิ่งรถออกไปประมาณ 6 กม. เมื่อถึงแยกอัมพวาให้ชิดซ้ายเพื่อเข้าอัมพวา แล้ววิ่งตรงผ่านตลาดอัมพวา ข้ามสะพานคลองอัมพวา (สะพานเดชาดิศร) ซุ้มประตูวัดจะอยู่ทางเข้าซ้ายมือนั่นเอง

วันเวลาเปิด-ปิด

ที่วัดเปิดให้เยี่ยมชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยไม่มีค่าบริการใดๆ ทั้งนี้สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 034-750-194

หากมีโอกาสได้แวะเวียนมาก็อย่าลืมแวะมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอัมพวา ณ วัดอัมพวันเจติยาราม เพื่อเป็นสิริมมงคล พร้อมสัมผัสเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านงานจิตรกรรมไทย คุณค่าแห่งงานศิลปะที่จะสร้างความประทับใจจนต้องอยากกลับมาเยือนอีกหลายๆ ครั้ง

Posted in วัดไทย | Leave a comment

ทำบุญตามวันเกิด

การทำบุญที่เหมาะกับผู้ที่เกิดในวันต่างๆ

คนเกิดวันอาทิตย์ :

** บริจาคของใช้เด็กอ่อน/เด็กพิการในสถานสงเคราะห์ต่างๆ
** ช่วงนี้ระวังอุบัติเหตุ ของมีคม ควรทำบุญถวายกรรไกรตัดเล็บ / ใบมีดโกน

คนเกิดวันจันทร์ :

** บริจาคของใช้เด็กอ่อน/เด็กพิการ หรือช่วยสัตว์ที่ด้อยโอกาส
** ทำบุญเกี่ยวกับแว่นตา เช่น บริจาคเงินให้ รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)

คนเกิดวันอังคาร :

** ทำบุญวัดพระบาทน้ำพุ โรงพยาบาลโรคทรวงอก หรือถวายร่ม รอคนเกิดงเท้าให้พระภิกษุสงฆ์

คนเกิดวันพุธ :

** ทำบุญเกี่ยวกับ หู ปาก เช่น ช่วยคนเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ / หรือง่ายที่สุดคือ การพูดแต่สิ่งดีๆ ให้กัน
** ใช้ชีวิตด้วยความมีสติ มีเหตุผล ไม่ประมาท

คนเกิดวันพฤหัสบดี :
** ทำบุญโรงพยาบาลโรคผิวหนัง หรือบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

คนเกิดวันศุกร์ : บริจาคเครื่องสำอางที่ไม่ใช้แล้ว / บริจาคเลือด หรือทำบุญสภากาชาด

คนเกิดวันเสาร์ : ถวายพวงมาลัย-น้ำที่หิ้งพระ หรือเจ้าที่ที่บ้าน หรือทำบุญอุปกรณ์ทางการแพทย์ บริจาคโลงศพ-ผ้าห่อศพ (ระวังอุบัติเหตุด้วยค่ะ)

** คำแนะนำนี้อยู่ในช่วง 7 วัน คือ วันที่ 20-26 กพ 63 สำหรับผู้ที่อยากจะทำบุญแต่ไม่รู้จะทำด้านไหนดี  แต่ถ้างานไหนทำยาก-ไม่สะดวกจริงๆ ก็แค่คิดดี พูดดีกับคนรอบข้างโดยเฉพาะกับคุณพ่อ คุณแม่ ก็ช่วยให้จิตใจเราเบาสบาย สังคมก็น่าอยู่เพิ่มขึ้นแล้วค่ะ

ขอบตุณ อ่านไพ่ในสวน

Posted in ความเชื่อ | Leave a comment

เปรตกินส่วนต่างวัด

เปรตกินส่วนต่างวัด

บุญมีจริงบาปก็มีจริง สองร้อยกว่าปีมาแล้วยังเป็นเปรตอยู่เลย

ปกติหลวงปู่จะนั่งสมาธิทุกวัน วันหนึ่ง หลวงปู่ก็นั่งสมาธิจนเกิอบจะตีหนึ่ง ได้ยินเสียงเหมือนเสียงระเบิดดังตึ้ม เห็นแสงวูบขึ้นไปสูงกว่าตึกสว.ห้าชั้น วูบขึ้นไปสว่างจ้า จิตของเราก็จดจ้องไป

ก็เห็นคนสองคนยืนเคียงคู่กันตรงไปไฟวูบขึ้นไป แล้วคนสองคนก็ขยายตัวออก ยืนเคียงไหล่กัน สูงขึ้นไปเท่ากับตึกสว ไฟก็พุ่งออกตามร่างกาย ลามไปตามเนื้อตามตัว

หลวงปู่คิดสงสารก็เลยถามไปว่า …
“กรรมอะไรจึงได้มาเป็นอย่างนี้”

เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า… ในอดีตชาติ เขาเป็นทายกวัดในคราวที่วัดบวรสร้างโบสถ์ใหม่ ๆ เขาไปสั่งกระเบื้อง มุงหลังคาโบสถ์ เขาตีราคากัน แผ่นละ ๑๒ บาท ทางวัดจ่าย ๑๒ บาท แต่เขาเอาไปจ่ายค่ากระเบื้อง ๖ บาท อีก ๖ บาทแบ่งกันใช้สองคน

หลวงปู่จึงว่า … โอ! เป็นแบบนี้มันแก้กันไม่ได้หรอก ก็ต้องใช้กรรมไป เขาก็ร้องไห้ครวญครางอยู่ที่วัดบวรนี่ล่ะ

หลวงปู่จึงมาพิจารณา เอาของสงฆ์มานี่มันบาปจริง อย่างที่คนโบราณเขาพูด ไม่ใช่ว่าเขาพูดหลอกหลวง มันบาปจริง ๆ เป็นเปรตจริง ๆ สองร้อยกว่าปีมาแล้วยังเป็นเปรตอยู่เลย

เพราะฉะนั้นให้พวกเราเข้าใจว่า ว่าบาปมีอยู่จริง ไม่ใช่มีแต่บุญนะ บุญมีจริง บาปก็มีจริง สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้องก็คือสิ่งที่ผิดศีลห้า พวกเราอุบาสกอุบาสิกาผู้ถือศีลห้าศีลแปด ก็คือผู้ปลดเปลื้องจากการกระทำความชั่ว สิ่งไหนที่เป็นของดี เราก็ปฏิบัติ

เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่เป็นบาปเป็นกรรม สิ่งที่เป็นบาปเป็นกรรมก็มาจากความโลภความโกรธความหลง เมื่อเป็นบาปเป็นกรรมแล้วมันก็แก้กันไม่ได้ อย่างนี้ล่ะ อยู่เป็นเปรตมาเป็นร้อยปี ที่เป็นหมื่นปีพันปีก็มี

พวกเราเมื่อรู้แล้วก็ให้มีความเกรงกลัวละอายต่อบาป มีหิริ โอตตัปปะ ให้เกรงกลัวต่อความชั่วทั้งปวงในจิตในใจตลอดไป

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์

องค์หลวงปู่ไม อินทสิริ

วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Posted in ความเชื่อ | Tagged | Leave a comment

การเงินมีปัญหา เก็บเงินไม่อยู่ มีวิธีแก้มาบอก

การเสริมบารมีการเงิน แก้กรรม การเงินมีปัญหา เก็บเงินไม่อยู่

ให้ท่าน ทำบุญด้วยการถวายของ หรือทำบุญดังนี้

1. #บาตรพระ ในบาตรให้ใส่ข้าวสาร ชนิดที่ดีที่สุด ใส่เต็ม ให้ใช้ถุงพลาสติกห่อ ก่อนใส่ในบาตรด้วย ไม่งั้น เวลาพระเปิดฝาบาตรข้าวสารจะหก เก็บลำบาก
อานิสงส์ที่จะได้รับ ได้อานิสงส์ กินไม่หมด ไม่อดอยาก เรื่องทำมาหากินเลย เพราะพระท่านได้ใช้บิณฑบาตร ทุกๆวัน กับข้าวชนิดไหน ที่เขาใส่บาตร เราจะได้ทั้งหมด ข้าวสารในบาตร จะได้ใช้หนี้กรรม ให้นายเวร ที่เขาจองเวรเรา ข้าวสารหนึ่งเม็ด คูณอานิสงส์ ในพระพุทธศาสนา ได้อานิสงส์ คืนมาเป็นล้านๆ เม็ด ต่อ ข้าวสาร 1 เม็ด จึงใช้หนี้กรรมได้ไว การเงินเราจะคล่องตัวไว
.
2.#หากท่านไหน รู้สึกว่าการเงินไม่คล่องสักที วิบากกรรมทางการเงินเยอะเหลือเกิน ใช้เขาเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที หรือมีปัญหาการเงินตลอด แสดงว่าชาติที่แล้ว ติดหนี้กรรมเขาไว้เยอะ #ต้องแก้ด้วยการถวายข้าวสารหนักกว่าน้ำหนักตัวเรา ณ ปัจจุบัน บวก 1กก. ถวายเป็นสังฆทาน วัดไหนก็ได้ ต้องกล่าวคำถวาย ให้เตรียมสังฆทาน 1 ชุด แล้วถวายข้าวสาร เป็นบริวาร ของสังฆทานไป เช่น หนัก 63 กก. ก็ถวาย 64 กก. หากทำหมดทีเดียวไม่ได้ ให้ทำทั้งหมดภายในสามเดือน แบ่งทำ ไม่ใช่เอาไปมอบให้นอกเขตพระศาสนา เนื้อนาบุญมันน้อย ได้บุญน้อย ต้องในเขตจึงจะแก้กรรมได้ จากนั้น ตั้งใจกรวดน้ำว่า หากเราเคยติดหนี้ใครไม่ได้ใช้ในอดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติทั้งหมดนี้ เราขอชดใช้ให้ด้วยอานิสงส์จากการถวายข้าวสาร เหล่านี้ แด่เนื้อนาบุญพระพุทธศาสนาบุญนี้ ขอให้ถึงแก่ทุกรูปรูปนาม ที่เราติดหนี้ท่าน
.
3. #ทำบุญที่หนุนขึ้นที่สูง เช่น…
#แท่นประทับพระพุทธรูป
#เก้าอี้
#อาสนสงฆ์
#รองเท้า
#เสื่อสาด เครื่องลาดปู
#ถนน สะพาน
.
4. #ทำซุ้มประตู วัด หรือ #ป้ายบอกทางไปวัด

5.#ชำระหนี้สงฆ์

ที่ให้ทำใน 5 หัวข้อข้างต้น เพราะ บางท่าน กรรมเก่าหนักมากๆ แก้แบบทั่วๆไปไม่ได้ ต้องแก้ด้วยการกระทำเหล่านี้

หากไม่แก้ ก็จะหนักไปจนวันตาย จะมีเงินมาช่วงไหน ก็จะพลัดไป จะมีโอกาสดีๆเมื่อไหร่ ก็จะพลาดไปทุกๆที

ลองทำดู ไม่เสียหาย กรรมหากแก้ถูกจุด มันก็หลุดชีวิตจะดีขึ้น

Posted in ความเชื่อ | Tagged | Leave a comment

ห้ามกินปลาชนิดที่ปล่อยจริงไหม ?

ห้ามกินปลาชนิดที่ปล่อยจริงไหม

ผู้ถาม : กราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกมีความสงสัยอยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่า การที่เราปล่อยปลาจะเป็นปลาดุกก็ดี ปลาหมอ ปลาไหลก็ดี หรือปลาชนิดต่างๆ ก็ดี มีคนข้างบ้านเขาบอกว่า โบราณถือนักถือหนาว่า ปลาตัวไหนปล่อยไปแล้ว จะเอามารับประทานไม่ได้ ปล่อยปลาไหลห้ามทานปลาไหล ปล่อยปลาดุกห้ามทานปลาดุก ลูกเป็นคนธัมมะธัมโม ก็ต้องพึ่งหลวงพ่อช่วยชี้แจงด้วยว่า จะเชื่อใครดีเจ้าคะ?

หลวงพ่อ : ฉันเห็นด้วยกับโบราณท่านนะ ปลาไหลตัวไหนที่ปล่อยไปแล้ว ห้ามกินตัวนั้น (หัวเราะ) อย่าเอามากินนะ บาปนะ ปลาดุกตัวไหนก็เหมือนกันนะ ปล่อยปลาตัวไหนตัวนั้นห้ามจับมากิน แต่ตัวอื่นกินได้

ผู้ถาม : ความจริงไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ ?

หลวงพ่อ : ไม่เกี่ยวกัน มันเป็น ” อภัยทาน ” ปล่อยให้เขารอดชีวิตใช่ไหม ปลาที่ควรปล่อยก็คือปลาที่เรารู้ว่ามันจะต้องตายแน่ๆ เช่น ปลาตามแอ่งน้ำเวลาฝนตกมันขัง ถ้าน้ำแห้งตายแน่ๆ หรือปลาที่เขาขายในตลาดยังไงๆ ก็ตายแน่ๆ

แต่ประเภทปลาที่ใส่ถุงเร่ขายตามหน้าวัดปลาพวกนี้ถูกจับมาขาย อันนี้ต้องคิด

ผู้ถาม : ครับ !

โอวาทธรรม : พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หลวงพ่อฤาษีลิงดำ จาก “ธัมมวิโมกข์” ฉบับที่ ๔๓๒ มีนาคม ๒๕๖๐ หน้า ๑๐๔ – ๑๐๕

Posted in ความเชื่อ | Tagged | Leave a comment