วัดอัมพวันเจติยาราม (Wat Amphawan Chetiyaram)

วัดอัมพวันเจติยาราม (Wat Amphawan Chetiyaram)

ชมความงามแห่งสถาปัตยกรรม ณ วัดอัมพวันเจติยาราม (Wat Amphawan Chetiyaram)

หลายครั้งที่คุณได้เคยตามรอยประวัติศาตร์ ชมความงามแห่งจิตรกรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นผ่านอารามหลวง ณ วัดอัมพวันเจติยาราม แน่นอนว่าความงดงามและความน่าประทับใจเหล่านี้ย่อมเชื้อเชิญให้คุณอยากหวนกลับมาที่นี่อีกครั้ง หรือแม้แต่ใครที่ได้ฟังเสียงเล่าขานต่อๆ กันมา ก็ย่อมต้องอยากมาเยือนอีกบ่อยๆ แน่นอน

สำหรับวัดอัมพวันเจติยาราม ที่ตั้งอยู่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสาคร เพราะนอกจากเราจะได้เที่ยวชมบรรยากาศวิถีชีวิตชุมชนและประเพณีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแล้ว ที่นี่ยังมีแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญอันงดงามเก่าแก่คู่เมืองอัมพวา ซึ่งเชื่อว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ร.1 และมีประวัติสำคัญของพระมหากษัตริย์ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทั้ง 3 รัชกาลเลยทีเดียว

วัดอัมพวันเจติยาราม อารามหลวงเก่าแก่นิวาสเดิมแห่งบรมราชจักรีวงศ์

ความน่าสนใจของอารามหลวงชั้นโทแห่งนี้ โดดเด่นตรงที่มีประวัติศาสตร์สำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์ไทยแห่งยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งทางวัดถูกสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ (นาค) พระมเหสีในรัชกาลที่ 1 ซึ่งทรงเสด็จมาประทับขณะที่ทรงมีพระครรภ์ และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ร.2 ก็ทรงมีพระประสูติกาล ณ บริเวณอารามหลวงแห่งนี้

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดใหม่ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ เพื่อใช้เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระราชบิดา และในรัฐสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถทั้งหลัง และทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอัมพวันเจติยาราม” ต่อมาในปี พ.ศ.2510 กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบูรณะสังขรณ์วัดแล้วทรงประทานพระนามอีกนามว่า “วัดราชินีกุลบางช้าง”

วัดอัมพวันเจติยาราม (Wat Amphawan Chetiyaram)

ชมความงามของสถาปัตยกรรม วิถีช่างยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

สำหรับสถาปัตยกรรมและสิ่งที่เป็นไฮไลท์โดดเด่นภายในวัดอัมพวันเจติยาราม ก็มีดังนี้

พระวิหารคด อาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ภายในวิหารคตประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ องค์ใหญ่ ตั้งแต่พระเศียรจนถึงพระบาท วัดได้ 19 ศอก มีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐานอยู่รอบระเบียงพระวิหาร จำนวน 52 องค์ ด้านในมีพระปรางค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสรีรังคารและพระบรมอัฐิบางส่วนของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระที่นั่่งทรงธรรม วิหารทรงสี่เหลี่ยมผื่นผ้าก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องมีชายคาปีกนกคลุมทั้งสี่ด้าน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป เรียกกันว่า “หลวงพ่อทรงธรรมหรือหลวงพ่อดำ”และรอยพระพุทธบาทจำลอง 5 รอย ในคราวบูรณะใหญ่ปี พ.ศ. 2538 กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระราชทานพระนามาภิไธยย่อ (สธ) ไว้ที่หน้าบัน

พระอุโบสถ อาคารก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องด้านหน้าและด้านหลัง มีพาไลยื่นออกมาช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ปูนปั้น หน้าบันประดับกระจกสี ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่เขียนขึ้นตามแบบศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชประวัติในยุครัชกาลที่ ๒ – ๓ และเรื่องราวเกี่ยวกับบทพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทอง ไกรทอง อิเหนาและคาวี

บนผนังอุโบสถระหว่างช่องประตูด้านล่าง ภาพการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงลงฝีพระหัตถ์พระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หน้าทหารกลอง และต้นไม้ข้างป้อมริมกำแพง

กุฏิไม้ทรงไทย เป็นเรือนหมู่ทรงไทยใต้ถุนสูง ด้านเหนือเป็นบันไดใหญ่ ด้านใต้เป็นหอสวดมนต์ มีหอฉัตรตรงกลาง แต่เดิมเป็นฝีมือช่างในรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการบูรณะในรัชกาลต่าง ๆ สื่อต่อมา

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประดิษฐานบริเวณด้านขวาของพระอุโบสถ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวอัมพวา

มาเยือนอัมพวาแล้ว อย่าลืมแวะมาทำบุญไหว้พระ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านงานจิตรกรรมไทยที่สวยงาม สักการะพระรูป ร.2 เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนข้ามฝั่งคลองไปเยือนตลาดน้ำยามเย็น เพื่อชมบรรยากาศวิถีชุมชนเมืองอัมพวากันนะคะ

การเดินทาง

วัดอัมพวันเจติยาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เส้นทางการเดินทางไม่ยากเลย เพราะที่ตั้งของวัดติดกับตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา นักท่องเที่ยวที่ต้องการไปเยือนสามารถเดินทางจากตัวเมืองสมุทรสงครามวิ่งรถออกไปประมาณ 6 กม. เมื่อถึงแยกอัมพวาให้ชิดซ้ายเพื่อเข้าอัมพวา แล้ววิ่งตรงผ่านตลาดอัมพวา ข้ามสะพานคลองอัมพวา (สะพานเดชาดิศร) ซุ้มประตูวัดจะอยู่ทางเข้าซ้ายมือนั่นเอง

วันเวลาเปิด-ปิด

ที่วัดเปิดให้เยี่ยมชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยไม่มีค่าบริการใดๆ ทั้งนี้สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 034-750-194

หากมีโอกาสได้แวะเวียนมาก็อย่าลืมแวะมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอัมพวา ณ วัดอัมพวันเจติยาราม เพื่อเป็นสิริมมงคล พร้อมสัมผัสเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านงานจิตรกรรมไทย คุณค่าแห่งงานศิลปะที่จะสร้างความประทับใจจนต้องอยากกลับมาเยือนอีกหลายๆ ครั้ง

Posted in วัดไทย | Leave a comment

ทำบุญตามวันเกิด

การทำบุญที่เหมาะกับผู้ที่เกิดในวันต่างๆ

คนเกิดวันอาทิตย์ :

** บริจาคของใช้เด็กอ่อน/เด็กพิการในสถานสงเคราะห์ต่างๆ
** ช่วงนี้ระวังอุบัติเหตุ ของมีคม ควรทำบุญถวายกรรไกรตัดเล็บ / ใบมีดโกน

คนเกิดวันจันทร์ :

** บริจาคของใช้เด็กอ่อน/เด็กพิการ หรือช่วยสัตว์ที่ด้อยโอกาส
** ทำบุญเกี่ยวกับแว่นตา เช่น บริจาคเงินให้ รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)

คนเกิดวันอังคาร :

** ทำบุญวัดพระบาทน้ำพุ โรงพยาบาลโรคทรวงอก หรือถวายร่ม รอคนเกิดงเท้าให้พระภิกษุสงฆ์

คนเกิดวันพุธ :

** ทำบุญเกี่ยวกับ หู ปาก เช่น ช่วยคนเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ / หรือง่ายที่สุดคือ การพูดแต่สิ่งดีๆ ให้กัน
** ใช้ชีวิตด้วยความมีสติ มีเหตุผล ไม่ประมาท

คนเกิดวันพฤหัสบดี :
** ทำบุญโรงพยาบาลโรคผิวหนัง หรือบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

คนเกิดวันศุกร์ : บริจาคเครื่องสำอางที่ไม่ใช้แล้ว / บริจาคเลือด หรือทำบุญสภากาชาด

คนเกิดวันเสาร์ : ถวายพวงมาลัย-น้ำที่หิ้งพระ หรือเจ้าที่ที่บ้าน หรือทำบุญอุปกรณ์ทางการแพทย์ บริจาคโลงศพ-ผ้าห่อศพ (ระวังอุบัติเหตุด้วยค่ะ)

** คำแนะนำนี้อยู่ในช่วง 7 วัน คือ วันที่ 20-26 กพ 63 สำหรับผู้ที่อยากจะทำบุญแต่ไม่รู้จะทำด้านไหนดี  แต่ถ้างานไหนทำยาก-ไม่สะดวกจริงๆ ก็แค่คิดดี พูดดีกับคนรอบข้างโดยเฉพาะกับคุณพ่อ คุณแม่ ก็ช่วยให้จิตใจเราเบาสบาย สังคมก็น่าอยู่เพิ่มขึ้นแล้วค่ะ

ขอบตุณ อ่านไพ่ในสวน

Posted in ความเชื่อ | Leave a comment

เปรตกินส่วนต่างวัด

เปรตกินส่วนต่างวัด

บุญมีจริงบาปก็มีจริง สองร้อยกว่าปีมาแล้วยังเป็นเปรตอยู่เลย

ปกติหลวงปู่จะนั่งสมาธิทุกวัน วันหนึ่ง หลวงปู่ก็นั่งสมาธิจนเกิอบจะตีหนึ่ง ได้ยินเสียงเหมือนเสียงระเบิดดังตึ้ม เห็นแสงวูบขึ้นไปสูงกว่าตึกสว.ห้าชั้น วูบขึ้นไปสว่างจ้า จิตของเราก็จดจ้องไป

ก็เห็นคนสองคนยืนเคียงคู่กันตรงไปไฟวูบขึ้นไป แล้วคนสองคนก็ขยายตัวออก ยืนเคียงไหล่กัน สูงขึ้นไปเท่ากับตึกสว ไฟก็พุ่งออกตามร่างกาย ลามไปตามเนื้อตามตัว

หลวงปู่คิดสงสารก็เลยถามไปว่า …
“กรรมอะไรจึงได้มาเป็นอย่างนี้”

เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า… ในอดีตชาติ เขาเป็นทายกวัดในคราวที่วัดบวรสร้างโบสถ์ใหม่ ๆ เขาไปสั่งกระเบื้อง มุงหลังคาโบสถ์ เขาตีราคากัน แผ่นละ ๑๒ บาท ทางวัดจ่าย ๑๒ บาท แต่เขาเอาไปจ่ายค่ากระเบื้อง ๖ บาท อีก ๖ บาทแบ่งกันใช้สองคน

หลวงปู่จึงว่า … โอ! เป็นแบบนี้มันแก้กันไม่ได้หรอก ก็ต้องใช้กรรมไป เขาก็ร้องไห้ครวญครางอยู่ที่วัดบวรนี่ล่ะ

หลวงปู่จึงมาพิจารณา เอาของสงฆ์มานี่มันบาปจริง อย่างที่คนโบราณเขาพูด ไม่ใช่ว่าเขาพูดหลอกหลวง มันบาปจริง ๆ เป็นเปรตจริง ๆ สองร้อยกว่าปีมาแล้วยังเป็นเปรตอยู่เลย

เพราะฉะนั้นให้พวกเราเข้าใจว่า ว่าบาปมีอยู่จริง ไม่ใช่มีแต่บุญนะ บุญมีจริง บาปก็มีจริง สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้องก็คือสิ่งที่ผิดศีลห้า พวกเราอุบาสกอุบาสิกาผู้ถือศีลห้าศีลแปด ก็คือผู้ปลดเปลื้องจากการกระทำความชั่ว สิ่งไหนที่เป็นของดี เราก็ปฏิบัติ

เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่เป็นบาปเป็นกรรม สิ่งที่เป็นบาปเป็นกรรมก็มาจากความโลภความโกรธความหลง เมื่อเป็นบาปเป็นกรรมแล้วมันก็แก้กันไม่ได้ อย่างนี้ล่ะ อยู่เป็นเปรตมาเป็นร้อยปี ที่เป็นหมื่นปีพันปีก็มี

พวกเราเมื่อรู้แล้วก็ให้มีความเกรงกลัวละอายต่อบาป มีหิริ โอตตัปปะ ให้เกรงกลัวต่อความชั่วทั้งปวงในจิตในใจตลอดไป

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์

องค์หลวงปู่ไม อินทสิริ

วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Posted in ความเชื่อ | Tagged | Leave a comment

การเงินมีปัญหา เก็บเงินไม่อยู่ มีวิธีแก้มาบอก

การเสริมบารมีการเงิน แก้กรรม การเงินมีปัญหา เก็บเงินไม่อยู่

ให้ท่าน ทำบุญด้วยการถวายของ หรือทำบุญดังนี้

1. #บาตรพระ ในบาตรให้ใส่ข้าวสาร ชนิดที่ดีที่สุด ใส่เต็ม ให้ใช้ถุงพลาสติกห่อ ก่อนใส่ในบาตรด้วย ไม่งั้น เวลาพระเปิดฝาบาตรข้าวสารจะหก เก็บลำบาก
อานิสงส์ที่จะได้รับ ได้อานิสงส์ กินไม่หมด ไม่อดอยาก เรื่องทำมาหากินเลย เพราะพระท่านได้ใช้บิณฑบาตร ทุกๆวัน กับข้าวชนิดไหน ที่เขาใส่บาตร เราจะได้ทั้งหมด ข้าวสารในบาตร จะได้ใช้หนี้กรรม ให้นายเวร ที่เขาจองเวรเรา ข้าวสารหนึ่งเม็ด คูณอานิสงส์ ในพระพุทธศาสนา ได้อานิสงส์ คืนมาเป็นล้านๆ เม็ด ต่อ ข้าวสาร 1 เม็ด จึงใช้หนี้กรรมได้ไว การเงินเราจะคล่องตัวไว
.
2.#หากท่านไหน รู้สึกว่าการเงินไม่คล่องสักที วิบากกรรมทางการเงินเยอะเหลือเกิน ใช้เขาเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที หรือมีปัญหาการเงินตลอด แสดงว่าชาติที่แล้ว ติดหนี้กรรมเขาไว้เยอะ #ต้องแก้ด้วยการถวายข้าวสารหนักกว่าน้ำหนักตัวเรา ณ ปัจจุบัน บวก 1กก. ถวายเป็นสังฆทาน วัดไหนก็ได้ ต้องกล่าวคำถวาย ให้เตรียมสังฆทาน 1 ชุด แล้วถวายข้าวสาร เป็นบริวาร ของสังฆทานไป เช่น หนัก 63 กก. ก็ถวาย 64 กก. หากทำหมดทีเดียวไม่ได้ ให้ทำทั้งหมดภายในสามเดือน แบ่งทำ ไม่ใช่เอาไปมอบให้นอกเขตพระศาสนา เนื้อนาบุญมันน้อย ได้บุญน้อย ต้องในเขตจึงจะแก้กรรมได้ จากนั้น ตั้งใจกรวดน้ำว่า หากเราเคยติดหนี้ใครไม่ได้ใช้ในอดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติทั้งหมดนี้ เราขอชดใช้ให้ด้วยอานิสงส์จากการถวายข้าวสาร เหล่านี้ แด่เนื้อนาบุญพระพุทธศาสนาบุญนี้ ขอให้ถึงแก่ทุกรูปรูปนาม ที่เราติดหนี้ท่าน
.
3. #ทำบุญที่หนุนขึ้นที่สูง เช่น…
#แท่นประทับพระพุทธรูป
#เก้าอี้
#อาสนสงฆ์
#รองเท้า
#เสื่อสาด เครื่องลาดปู
#ถนน สะพาน
.
4. #ทำซุ้มประตู วัด หรือ #ป้ายบอกทางไปวัด

5.#ชำระหนี้สงฆ์

ที่ให้ทำใน 5 หัวข้อข้างต้น เพราะ บางท่าน กรรมเก่าหนักมากๆ แก้แบบทั่วๆไปไม่ได้ ต้องแก้ด้วยการกระทำเหล่านี้

หากไม่แก้ ก็จะหนักไปจนวันตาย จะมีเงินมาช่วงไหน ก็จะพลัดไป จะมีโอกาสดีๆเมื่อไหร่ ก็จะพลาดไปทุกๆที

ลองทำดู ไม่เสียหาย กรรมหากแก้ถูกจุด มันก็หลุดชีวิตจะดีขึ้น

Posted in ความเชื่อ | Tagged | Leave a comment

ห้ามกินปลาชนิดที่ปล่อยจริงไหม ?

ห้ามกินปลาชนิดที่ปล่อยจริงไหม

ผู้ถาม : กราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกมีความสงสัยอยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่า การที่เราปล่อยปลาจะเป็นปลาดุกก็ดี ปลาหมอ ปลาไหลก็ดี หรือปลาชนิดต่างๆ ก็ดี มีคนข้างบ้านเขาบอกว่า โบราณถือนักถือหนาว่า ปลาตัวไหนปล่อยไปแล้ว จะเอามารับประทานไม่ได้ ปล่อยปลาไหลห้ามทานปลาไหล ปล่อยปลาดุกห้ามทานปลาดุก ลูกเป็นคนธัมมะธัมโม ก็ต้องพึ่งหลวงพ่อช่วยชี้แจงด้วยว่า จะเชื่อใครดีเจ้าคะ?

หลวงพ่อ : ฉันเห็นด้วยกับโบราณท่านนะ ปลาไหลตัวไหนที่ปล่อยไปแล้ว ห้ามกินตัวนั้น (หัวเราะ) อย่าเอามากินนะ บาปนะ ปลาดุกตัวไหนก็เหมือนกันนะ ปล่อยปลาตัวไหนตัวนั้นห้ามจับมากิน แต่ตัวอื่นกินได้

ผู้ถาม : ความจริงไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ ?

หลวงพ่อ : ไม่เกี่ยวกัน มันเป็น ” อภัยทาน ” ปล่อยให้เขารอดชีวิตใช่ไหม ปลาที่ควรปล่อยก็คือปลาที่เรารู้ว่ามันจะต้องตายแน่ๆ เช่น ปลาตามแอ่งน้ำเวลาฝนตกมันขัง ถ้าน้ำแห้งตายแน่ๆ หรือปลาที่เขาขายในตลาดยังไงๆ ก็ตายแน่ๆ

แต่ประเภทปลาที่ใส่ถุงเร่ขายตามหน้าวัดปลาพวกนี้ถูกจับมาขาย อันนี้ต้องคิด

ผู้ถาม : ครับ !

โอวาทธรรม : พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หลวงพ่อฤาษีลิงดำ จาก “ธัมมวิโมกข์” ฉบับที่ ๔๓๒ มีนาคม ๒๕๖๐ หน้า ๑๐๔ – ๑๐๕

Posted in ความเชื่อ | Tagged | Leave a comment

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล วัดดอนธาตุ

ประวัติ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล วัดดอนธาตุ

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล วัดดอนธาตุ
พระครูวิเวกพุทธกิจ(หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล) “พระปรมาจารย์กรรมฐาน”
วัดดอนธาตุ บ้านทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

พระเดชพระคุณหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ท่านเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในทางสมถะวิปัสสนา มีความเพียรเป็นเลิศ มีความสงบเสงี่ยม กิริยามารยาทอ่อนน้อมสุขุมพูดน้อย และพอใจแนะนำสั่งสอนผู้อื่นในทางนั้นด้วยเป็นผู้ใฝ่ใจในธุดงควัตร หนักแน่นในพระธรรมวินัย ชอบวิเวกและไม่ติดถิ่นที่อยู่ต้องเดินธุดงค์ไปหาวิเวกเจริญสมณะธรรมตามชายป่าดงพงเขาในที่ต่างๆทั้งในประเทศไทยและประเทศลาว

ปีพุทธศักราช ๒๔๓๔-๒๔๓๖ หลวงปู่เสาร์ได้ธุดงค์ผ่านหมู่บ้านคำบง อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ได้เทศนาสั่งสอน ท่านพระอาจารย์มั่น สมัยยังเป็นฆราวาสจนเกิดศรัทธาเลื่อมใสติดตามออกบวช และจุดนี้ เป็นความยิ่งใหญ่ของวงศ์พระกรรมฐานตราบจนถึงปัจจุบันวงศ์พระกรรมฐานจึงขนานนามท่านพระอาจารย์เสาร์ว่า”พระปรมาจารย์กรรมฐาน”

คราวหนึ่ง ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านข่าโดม เจ้าจอมมารดาทับทิม มีศรัทธานำผ้าป่ามาทอดถวายและนิมนต์ท่านขึ้นแสดงธรรมท่านขึ้นธรรมาสน์ตั้งนโม 3 จบ กล่าวเทศนาเพียงบทธรรมสั้นๆว่า “ทุกข์ สมุทัย นืโรธ มรรค” แล้วจบลงด้วยคำว่า”เอวังฯ” ท่านจึงก้าวลงจากธรรมาสน์ไปอย่างสบาย

Posted in ประวัติพระเกจิอาจารย์ | Tagged | Leave a comment

หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้

ประวัติ หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้

หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้
ประวัติหลวงปู่นาค ท่านเกิดเมื่อปีพ.ศ.2358 ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พออายุครบ 21 ปี ท่านจึงอุปสมบทที่วัดพระปฐมเจดีย์ ได้รับฉายาว่า “โชติโก” แล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดพระปฐมเจดีย์ จนถึงปีพ.ศ.2432 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์จากรัชกาลที่ 5 ให้เป็นพระครูสัญญาบัตรประจำทิศองค์พระปฐมเจดีย์ที่ “พระครูปาจิณทิศบริหาร” ตำแหน่งเจ้าคณะรองเมืองนครชัยศรี
ต่อมาในปีพ.ศ.2441 ท่านจึงได้มา สร้างวัดขึ้นใหม่ในพื้นที่ ตำบลหนองพลับ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เพื่อให้เป็นวัดบริวารขององค์พระปฐมเจดีย์ โดยตั้งห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ 1 ก.ม. แล้วเสร็จในปีพ.ศ.2443 ได้รับพระราชทานวิสุงคาราม เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2443 ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ชื่อว่า “วัดนาคโชติการาม” แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า “งัดใหม่ห้วยจระเข้” ต่อมาก็เป็น “วัดห้วยจระเข้” จนทุกวันนี้ โดยหลวงปู่นาคเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก

หลวงปู่นาคท่านเป็นผู้มีความรู้แตกฉานทั้งหนังสือไทย ขอม และบาลี และมีปฏิปทา มีศีลจารวัตรอันงดงาม เป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของพระภิกษุ สามเณร ทายก ทายิกา และพุทธ ศาสนิกชนทั้งหลายเป็นอย่างมาก ท่านปกครองวัดห้วยจระเข้นานถึง 11 ปี และมรณภาพในปีพ.ศ.2452

ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้สร้างพระปิดตาเนื้อโลหะอันมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ท่านเริ่มสร้างประมาณในปีพ.ศ.2432 ตั้งแต่สมัยที่ท่านยังอยู่ที่วัดพระปฐมเจดีย์ ในสมัยแรกๆ มีทั้งเนื้อสัมฤทธิ์แก่ทอง เนื้อชินเงิน และเนื้อชินเขียว ต่อมาท่านได้เริ่มสร้างเป็นเนื้อเมฆพัด ซึ่งเป็นเนื้อมาตรฐานที่นิยมกันในปัจจุบัน เนื้อโลหะเมฆพัดนี้เกิดจากการนำแร่มาหุงเข้าด้วยกัน แล้วซัดด้วยกำมะถัน มีสีดำเป็นมัน แววเป็นสีคราม มีด้วยกันทั้งหมด 3 พิมพ์ คือ พิมพ์ท้องแฟบ พิมพ์ท้องป่อง และพิมพ์หูกระต่าย

พระปิดตาเนื้อเมฆพัดของหลวงปู่นาคนี้ท่านจะสร้างเองภายในวัด เนื้อพระจะเป็นสีน้ำเงินเข้มอมดำ เคลือบเขียวสวยงาม น้ำหนักตึงมือ ที่สำคัญจะไม่ปรากฏรอยพรุนของโพรงอากาศเลย เนื้อเรียบสนิท บริเวณนิ้วพระหัตถ์จะมีรอยตะไบตกแต่ง และมีรอยจารอักขระ ซึ่งหลวงปู่นาคท่านจารด้วยตัวเองทุกองค์ โดยท่านจะลงตัวนะคงคา อันเป็นนะสำคัญ ซึ่งต้องระเบิดน้ำลงไปลงอักขระ และท่านจะปลุกเสกเดี่ยวของท่านทุกองค์

พระปิดตาหลวงปู่นาคแฝงเร้นด้วยพลังอันเข้มขลัง ทั้งแคล้วคลาดและเมตตามหานิยม เป็นที่เลื่องลือกันทั่ว ปัจจุบันมีราคาสูงและหายากมากๆ

Posted in ประวัติพระเกจิอาจารย์ | Tagged | Leave a comment

หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคัณธ์

ประวัติ หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคัณธ์

หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคัณธ์
หลวงพ่อปั้นเป็นเป็นพระเถระยุคเก่าที่ได้รับการยกย่องในด้านพุทธคุณว่า “ ทรงคุณวุฒิด้านกฤติคุณ ในด้านความขลัง และมีความศักดิ์สิทธิ์ตลอดกาล ” เพชรเม็ดเอกแห่งพระคณาจารย์เมืองคนดีศรีอยุธยาที่ควรได้รับการยกย่องและสดุดี ในบารมีของหลวงพ่อปั้นแห่งวัดพิกุลโสคัณธ์ หลวง พ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก และอีกหลายพระคณาจารย์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองอยุธยา ก็ยังเป็นศิษย์หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคัณธ์ ถ้า ท่านไม่โด่งดังจริงก็คงจะไม่มีรูปหล่อของหลวงพ่อปั้นถึง 3 วัด ใน 3 จังหวัดและถ้า ท่านได้ศึกษาประวัติของท่านตั้งแต่ต้น แต่ต้นจนจบ ก็คงสรุปได้เช่นเดียวกันว่า “ หลวงพ่อปั้นควรได้รับการยกย่องเป็นพระเถระที่ทรงวิทยาคุณที่หายากยิ่ง”
ชีวประวัติครั้งเยาว์วัย

เมื่อครั้งท่านยังเป็นเด็ก เล่ากันว่า … เด็กชายปั้นมีนิสัยเมตตา ไม่เบียดเบียนสัตว์ ชอบประพฤติปฏิบัติทางที่เป็นกุศล คือให้ความ ช่วยเหลือบุคคลอื่นด้วยความเมตตา ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ ถ้าพ่อแม่จับปลาขังไว้กินก็เป็นอันว่า ต้องผิดหวัง คือจะเหลือแต่น้ำที่ปราศจากปลา เพราะเด็กชายปั้นจะนำปลาไปปล่อย เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเป็นที่โจษขานเลื่องลือไปทั่ว กระทั่งกล่าวขานกันว่า เด็กชายปั้นน่ากลัว จะมาเกิดเป็นชาติสุดท้าย จึงได้มีความเมตตา กรุณา และชอบธรรม มาตั้งแต่เป็นเด็กทั้งที่ไม่มีใคร สั่งสอน สมดังคำโบราณที่ว่า “หนามจะแหลมไม่ต้องมีใครเสี้ยมสอนมันก็แหลมของมันเอง” ครั้นพอโตขึ้น ก็ ชอบเข้าวัดฟังธรรม และใฝ่ใจอยู่ตลอดเวลาที่จะบรรพชา อุปสมบทฝ่ายบิดา มารดา แม้ว่าจะฐานะไม่ดีนักแต่ก็ตามใจบุตรจึงอนุญาตให้บรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาเมื่ออายุครบ 20 ปี ก็จัดอุปสมบทให้ตามประเพณีที่วัดพิกุลโสคัณธ์ จังหวัดพระนครสรีอยุธยา

ประมาณพรรษาที่ 3 พระ ปั้นได้ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร ยังความเป็นทุกข์ร้อนให้กับพ่อแม่ที่เป็นห่วง ครั้นใกล้ถึงพรรษาพระปั้นจึงเดินทางกลับวัดพิกุล ปรากฏว่าโยมบิดามารดา

รู้สึกดีใจเป็นยิ่งนัก พระปั้นเป็นพระที่เคร่งในพระธรรมวินัย ลงอุโบสถสวดมนต์ไม่ขาดและแทบทุกปีจะต้อง ธุดงค์วัตรไปตามสถานที่ต่าง ๆ สุด แท้แต่ท่านปรารถนาจะไป

ประมาณพรรษาที่ 5 ได้มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น คือโยมบิดาพาพระปั้นไปวัดหน้าต่างนอก เมื่อถึงวัดหน้าต่างนอก หลวงปู่เฒ่าพระชราจึงถามดยมบิดาพระปั้นว่า มีธุระอะไรหรือโยมบิดาพระปั้นจึงบอกวัตถุประสงค์ว่า “อยากให้หลวงปู่เฒ่ารดน้ำมนต์ให้พระปั้นสักหน่อย เพราะดูแล้วพระปั้นจะผิดปกติ”พระปั้นท่านก็ไม่พูดอะไร หลวงปู่เฒ่าท่านเพ่งพินิจดูพระปั้นแล้วกล่าวทำนองว่า

“ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ มาเสียเวลาเปล่า”แต่โยมบิดาพระปั้นก็พยายามอ้อนวอน ในที่สุด หลวงปู่เฒ่าทนอ้อนวอนไม่ไหวก็บอกว่า“เอ้า ! จะรดน้ำมนต์ก็จะทำให้”พอเสร็จพิธีแล้ว หลวงปู่เฒ่าก็กล่าวทำนองว่า“ไม่รู้ว่าผู้ถูกรดน้ำมนต์หรือผู้รดน้ำมนต์ จะสติไม่ดีแน่” แล้วชมพระปั้นว่า“เป็นพระมีวิชา และมีความกตัญญูดี”

หลวงพ่อปั้นผจญภัยในป่าใหญ่

ดังที่ไม่กล่าวมาแล้วพระปั้นท่านยึดธุดงค์วัตรทุกปี ดังนั้นเมื่อท่านมีพรรษามาก กิตติศัพท์ชื่อเสียงของหลวงพ่อจึงขจรขยายไปทั่ว ได้มีพระมาฝากตัวเป็นศิษย์ ขอร่วมธุดงค์ไปกับท่านทุกปี ครั้ง หนึ่ง พระปั้นพาพระธุดงค์ไปทางเหนือ แล้วจึงปักกลดท่ามกลางป่าดงพงไพรก่อนค่ำนั้น ได้มีชาวบ้านถือดอกไม้มานมัสการคณะพระธุดงค์ แล้วขอนิมนต์คณะพระธุดงค์ไปปักกลดใกล้หมู่บ้าน โดยบอกว่า “ ละแวกนั้นมีเสือดุร้ายมาชุมนุมและหาอาหาร อาจเป็นภัยอันตรายเหมือนพระธุดงค์บางองค์ซึ่งเคยเสียชีวิตไปแล้ว ” หลวงพ่อปั้นท่านก็ซักถามเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น แล้วกล่าวว่า “ พระธุดงค์เมื่อปักกลดแล้วจะถอนกลดนั้นไม่ได้ ” จากนั้นท่านก็เทศน์โปรดโยมที่มาบอกข่าว พร้อมกับบอกโยมทั้งหลายที่มาว่า

“ ธรรมดาของชีวิต เมื่อเกิดก็ต้องมีตาย ไม่มีใครลุล่วงความไม่ตายไปได้การที่ท่าน ทั้งหลายแนะนำและปรารถนาดีก็เป็นบุญกุศลแล้ว ท่านทั้งหลายจงสบายใจได้ว่าหลวงพ่อและคณะพระธุดงค์ไม่ได้เบียดเบียนใคร สัตว์ อยู่อย่างสัตว์ เราต่างคนต่างอยู่ก็คงไม่มีภัยอันตรายแต่ประการใด และขอท่านที่มาไม่ต้องเป็นห่วงเพราะท่านอุทิศร่างกายเพื่อ ศาสนา อำนาจคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์คุ้มภัยได้แน่ ”

เมื่อชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว หลวงพ่อปั้นก็บอกพระธุดงค์ทุกองค์ว่า“ ไม่ต้องหวาดกลัวภัยอันตรายใดๆ ถ้าหวาดกลัวภัยขอให้มีสมาชิกจิตภาวนา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ”จาก นั้นท่านก็เข้ากลดทำวัตรสวดมนต์แผ่เมตตา แล้วเข้าฌาณสมาธิเหมือนเหตุการณ์ปกติครั้นเวลาประมาณ 5 ทุ่มเศษ ได้ยินเสียงเจ้าพยัคฆ์ร้ายส่งเสียงคำรามมาแต่ไกล ท่านก็นั่งนิ่งแผ่เมตตา ด้วยพลังจิตอันบริสุทธิ์ เจ้าพยัคฆ์ร้ายตัวนั้นมันยังคำรามและเข้ามา ป้วนเปี้ยนใกล้ๆ กลดพระธุดงค์ แต่พอใกล้กลดหลวงพ่อปั้นมันหยุดคำราม หมอบสงบนิ่งเหมือนผู้มาฝากตัวเป็นศิษย์ พอใกล้สว่างเสือร้ายก็จากไปบรรดา ชาวบ้านรีบมาดูพระธุดงค์ แต่เช้าว่ายังอยู่ครบหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าอยู่ครบก็พากันกลับไปนำอาหารมาถวายพระ แล้วสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลวงพ่อปั้นท่านก็เล่าให้ฟัง

ชาว บ้านและแวกนั้นก็รู้สึกศรัทธาคณะพระธุดงค์เป็นอย่างมาก ครั้นรู้ว่าหลวงพ่อปั้นจะพาพระธุดงค์ออกเดินทางต่อก็รู้สึกเสียดายเป็นยิ่ง นัก

สำหรับเหตุการณ์พิเศษที่ควรจะได้กล่าวไว้ก็คือ

1.ครั้งหนึ่งหลวงพ่อปั้นออกบิณฑบาตกลางป่า ในขณะที่ พระธุดงค์องค์อื่นบิณฑบาตไม่ได้ข้าวและกลับข้าวเลย เพราะอยู่กลางป่าและไกลจากหมู่บ้านมาก จึงกลับที่ปักกลดสำหรับหลวงพ่อปั้นนั้น ท่านบิณฑบาตได้ข้าวและอาหารมาเต็มบาตรพอที่จะแบ่งให้ พระธุดงค์ได้ฉันประทังชีวิตไปได้ และนอกจากนั้นยังกลับถึงที่ปักกลดก่อนพระธุดงค์องค์อื่นอีกด้วยเหตุการณ์ ครั้งนั้นเป็นโจษขานเล่าลือกันว่า หลวงพ่อปั้นสำเร็จและบรรลุธรรมชั้นสูงแล้วจึงได้ มีเทวดา นางฟ้า เจ้าฟ้า เจ้าป่ามาตักบาตร หรือไม่ก็ช่วยย่นระยะทางที่ไปบิณฑบาตเป็นแน่ซึ่งเป็นที่สงสัย ของพระธุดงค์ด้วยกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเรียนถาม2. หลวงพ่อปั้นสร้างวัดเนินกุ่ม เพราะ กตัญญูต่อพุทธศาสนา ครั้งหนึ่งเมื่อหลวงพ่อปั้นธุดงค์ มาองค์เดียว ปักกลดในป่าแห่งหนึ่งมีชื่อว่า ป่าดงหมี ( เข้าใจว่าคงจะไม่ไกลจากหมู่บ้านเนินกุ่มมากนัก ) รอบๆที่ปักกลดของหลวงพ่อเต็มไปด้วยป่าดูวังเวงตก ดึกคืนนั้น ไม่รู้ว่าเหตุอันใดไฟป่าได้ลุกลามเข้ามารอบด้น เป็นผลทำให้ละแวกที่หลวงพ่อ ปักกลดอยู่ในเขตอันตราย ไฟเข้ามารอบทิศของกลด หลวงพ่อปั้นพระธุดงค์ผู้เรืองวิชากำลังจะหมดหวัง เพราะไม่ได้เรียนวิชาเรียกฝนดับไฟหลวง พ่อปั้นท่านเล่าให้ชาวบ้านในละแวกนั้นฟังว่า ท่านเองก็คิดว่าครั้งนี้คงจะต้องมรณภาพที่ป่าดงหมีเป็นแน่แล้ว ท่านก็สงบจิต นั่งสมาธิ และแล้วเมื่อจิตเข้าสมาธิท่านได้ยินเสียงลอยมาว่า “สุกโกปัญจะ” ท่านภาวนาเช่นนั้น ต่อมาท่านเห็นคาถาลอยมาว่า “พระโส นามะยักโข เมตะทันตะ ปะริวาสะโก อสุณีทะเต ชะยะมัง คะลานิ สุกโกปัญจะ อากาเสจะ พุทธิมังกะโร นะโม พุทธายะ” ท่านจึงกำหนดจิตว่าตามพระคาถาเหล่านั้นจนจบ 3 ครั้ง ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น ไฟป่ารอบ ๆ กลดดับหมดเมื่อ ท่านรอดชีวิตจากไฟป่าครั้งนั้น ต่อมาได้พบชาวบ้านเนินกุ่ม ครั้นสอบถามจึงรู้ว่าบ้านเนินกุ่มเป็นหมู่บ้านที่ใกล้จากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่า มากที่สุดฝ่าย ชาวบ้านเนินกุ่มเมื่อพบหลวงพ่อก็เกิดศรัทธา จึง นิมนต์หลวงพ่อไปปักกลดละแวกหมู่บ้าน ซึ่งมีจำนวนไม่กี่หลังคาเรือน หลวงพ่อปั้นท่านรับนิมนต์ ต่อมาท่านได้สร้างวัดเนินกุ่มในปัจจุบันนี้นั้นเอง ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินกุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ชาวบ้านเนินกุ่มเคารพศรัทธาหลวงพ่อมาก เพราะประจักษ์ในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดังเรื่องที่เล่าพอสังเขป

Posted in ประวัติพระเกจิอาจารย์ | Tagged | Leave a comment

หลวงพ่อทอง วัดนรนาถบรรพต

ประวัติ หลวงพ่อทอง วัดนรนาถบรรพต (วัดเขากบ)

หลวงพ่อทอง วัดนรนาถบรรพต
สภาพปัจจุบัน
ปัจจุบัน วัดนรนาถบรรพต มีเนื้อที่ดินตามโฉนดของวัด ๑๐๙ ไร่ ๑ งาน ๑๐ ตารางวา วัดแบ่งออกเป็น ๒ เขต คือ เขตที่สังฆาวาส และเขตที่ธรณีสงฆ์ วัดนี้ได้รับการคัดเลือกจากกรมการศาสนาให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ ได้ทำการพัฒนาและปรับปรุงมาโดยลำดับ ทั้งส่วนที่อยู่บนยอดเขาล้างล่าง ดังเป็นที่ปรากฏอยู่ขณะนี้

เขากบ
เขากบเป็นโบราณสถานส่วนหนึ่งของวัดนรนาถบรรพต เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ที่เชิงเขา มีอาณาเขตติดต่อขึ้นไปจนถึงบนยอดเขา วัดนี้จึงมีนามเรียกกันจนติดปากว่า วัดกบบ้าง วัดเขากบบ้างจนทุกวันนี้ บนยอดเขามีรอยพระพุทธบาทจำลองที่พระเจ้าลิไทได้มาจากลังกาทวีป ประดิษฐานอยู่ในวิหารอันสวยงาม มีเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ มีกุฎิสงฆ์และพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเป็นประจำ พื้นที่บนยอดเขามีบริเวณกว้างขวาง มีความสงบร่มรื่น เหมาะแก่การที่ขึ้นไปบำเพ็ญกุศลและพักผ่อนหย่อนใจ ชมทิวทัศน์อันสวยงามของตัวเมืองนครสวรรค์โดยรอบ

ทางเดินเท้ามีบันไดขึ้นไปจนถึงบนยอดเขา ๔๓๗ ขั้น ทางรถยนต์มีถนนลาดยางขึ้นไปจนถึงยอดเขาเช่นเดียวกัน มีลานสำหรับเป็นที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย มีสถานีถ่ายทอดโทรทัศน์ของกองทัพบกช่อง ๕ และของ อส มท. ช่อง ๙ ตั้งอยู่บนนั้นด้วย ตามปกติวันธรรมดาจะมีประชาชนชาวนครสวรรค์และต่างจังหวัดที่ผ่านมา นิยมขึ้นไปนมัสการและพักผ่อนหย่อนใจชมทิวทัศน์ของตัวเมืองมิได้ขาด

งานเทศกาลที่สำคัญก็คือ เทศกาลตรุษจีนของชาวตลาดปากน้ำโพ ปรากฏว่ามีประชาชนทั้งไทยและจีนเป็นจำนวนมาก เกือบทุกจังหวัดของประเทศ จะหลั่งไหลพากันขึ้นไปนมัสการและพักผ่อนหย่อนใจชมทิวทัศน์ของตัวเมืองเป็นจำนวนมาก จนเป็นที่กล่าวกันโดยทั่วไปว่า เมื่อมานครสวรรค์แล้ว ถ้าไม่ได้ขึ้นไปบนยอดเขากบก็เหมือนกับว่าไม่ได้มาเมืองนครสวรรค์ หรือถึงนครสวรรค์อะไรทำนองนั้น

วิหารพระนอนใหญ่

วิหารพระนอนใหญ่ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์องค์ใหญ่ อยู่ในบริเวณวัดนรนาถบรรพต พระนอนองค์นี้มีความสวยงามมาก มีความยาวถึง ๑๐ วาเศษ เป็นของเก่ามีความศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหาร เป็นที่เคารพเลื่อมใสของประชาชนมาก ทางกรมศิลาปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุเข้าไว้ ปัจจุบันตัววิหารเล็กและแคบ ซึ่งทางวัดกำลังมีโครงการที่จะปรับปรุงตัววิหารอยู่

ประวัติของหลวงพ่อทอง

หลวงพ่อทอง หรือ หลวงปู่ทอง ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนรนาถบรรพต เป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงมากในด้านมีวิชาอาคมขลังรูปหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง ทราบว่าท่านมีวัยรุ่นราวเดียวกับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน และหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ถึงแม้ท่านจะมรณภาพนานมาแล้วก็ตาม แต่ชื่อเสียงกิตติคุณของท่านก็หาได้หมดไปไม่ ยังอยู่ในความทรงจำของประชาชนตลอดมา โดยเฉพาะชาวตลาดปากน้ำโพและบ้านใกล้เคียง เกือบจะพูดได้ทั้งหมดว่า ทุกคนล้วนเป็นลูกหลานของหลวงพ่อทองทั้งนั้น หลังจากท่านมรณภาพแล้ว ทางวัดได้จัดหล่อรูปเหมือนเท่าองค์จริงของท่านไว้ในวิหาร ทุกวันจะมีประชาชนทั้งใกล้และไกลพันมากราบไหว้ ขอพรความศักดิ์สิทธิ์จากท่านเป็นประจำมิได้ขาด

ประวัติของหลวงพ่อทองนั้น เท่าที่ทราบมาจากคำบอกเล่าของพระเถระบางรูปและผู้ที่เป็นศิษย์ใกล้ชิดท่านมา พอจะได้ความว่า ท่านเป็นคนชาวทุ่งยั้ง จังหวัดอุตรดิตถ์ ท่านได้เดินธุดงค์จากเหนือ เพื่อจะไปทางใต้มาพบวัดเข้า จึงปักกลดพักอยู่ ต่อมาเมื่อท่านได้รับนิมนต์จากญาติโยมให้อยู่ช่วยบำรุงศรัทธาและบูรณะวัด ท่านจึงได้รับนิมนต์และอยู่ช่วยบูรณะวัด ทำให้วัดร้างได้คืนสภาพมาเป็นวัด มีพระสงฆ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ดังได้กล่าวมาแล้วตอนต้นว่า หลวงพ่อทองท่านเป็นพระที่มีอาคมขลังและเคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติมาก จึงใครขอนำมากล่าวเพื่อเป็นที่เชิดชูเกียรติคุณของท่านไว้ ณ ที่นี้ เท่าที่พอจะรวบรวมมาได้
ธุดงควัตร

หลวงพ่อทอง ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในวินัยข้อวัตรปฏิบัติ ตามปกติหลวงพ่อจะออกบิณฑบาตเป็นประจำทุกวันมิได้ขาด ในตอนหลังเมื่อท่านมีอายุมากเดินไม่ไหว ท่านก็ไม่ละกิจวัตรของท่าน ได้นั่งรถสามล้อออกไปบิณฑบาตเป็นประจำทุกวันจนถึงมรณภาพ หลวงพ่อทองท่านเป็นพระที่มักน้อยสันโดษ ไม่สะสม ฉันอาหารหนเดียว นุ่งห่มผ้า ๓ ผืนตลอดมา

เรื่องความเคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติของท่าน ได้มีผู้เล่าให้ฟังว่า มีพระรูปหนึ่งมาจากวัดบ้านนอก เข้ามาหาหลวงพ่อและขอพักอาศัยสัก ๑ คืน หลวงพ่อท่านถามพระรูปนั้นว่า คุณเอาผ้ามากี่ผืน เอาบาตรมาด้วยหรือเปล่า พระรูปนั้นตอบว่า มีผ้าห่มมาผืนเดียว บาตรก็ไม่ได้เอามา หลวงพ่อท่านตอบไปว่า คุณไปพักโรงแรมดีกว่าจ๊ะ ที่วัดพักไม่ได้หรอก เพราะพระเขาต้องมีบาตร ไตรจีวรครบชุด ผลก็คือพระรูปนั้นไม่ได้พัก

เมตตาธรรม

หลวงพ่อทอง นอกจากท่านจะเคร่งในวินัยสงฆ์และขัดวัตรปฏิบัติแล้ว ท่านยังเป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม ทุกเช้าที่ท่านออกบิณฑบาตจะมีคนมารอคอยตักบาตร บางคนก็ขอศีลขอพรจากท่าน บางคนก็ขอให้ท่านช่วยเป่าศีรษะ เพื่อให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนก็อุ้มลูกจูงหลานมาเพื่อยกให้เป็นลูกหลานของหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็รับและให้การสงเคราะห์ทุกรายไป กว่าจะกลับมาถึงวัดก็สายมาก

หลวงพ่อท่านปกติฉันอาหารหนเดียว ก่อนที่จะฉันอาหาร หลวงพ่อจะต้องแบ่งถวายข้าวพระพุทธเสียก่อน จากนั้นก็จะเอากับข้าวและขนมที่ได้มาเทรวมกันลงไปในบาตรแล้วจึงฉัน จากนั้นก็จะแบ่งอาหารที่ท่านฉันเหลือให้เป็นทานแก่ นก กา ไก่ และสุนัขที่พากันมารุมล้อมรอบๆตัวท่านเป็นประจำทุกวัน

อาคมขลังและความศักดิ์สิทธิ์

จากผู้ใกล้ชิดกับหลวงพ่อทองที่ยังมีชีวิตอยู่และได้สิ้นชีวิตไปแล้ว เคยเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อท่านเป็นพระสันโดษ ชอบสงบ และไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใคร สนใจในด้านก่อสร้างและมักจะทำด้วยมือของท่านเอง เช่น ร้านตักบาตร โบสถ์ วิหารพระนอน กำแพงวิหาร และเจดีย์ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่จนบัดนี้ เรื่องเกี่ยวกับการซ่อมเจดีย์องค์ใหญ่ มีเรื่องเล่าว่า หลวงพ่อท่านได้จัดทำนั่งร้านขึ้นไปจนถึงยอดเจดีย์ วันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อท่านกำลังพอกปูนเจดีย์อยู่นั้น ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด หลวงพ่อท่านได้ตกลงมาจากนั่งร้านยอดเจดีย์ลงมาถึงพื้นดิน พวกพระและลูกศิษย์ที่ช่วยงานอยู่ข้างล่าง ต่างพากันตกใจวิ่งเข้าไปดู แทนที่จะเห็นหลวงพ่อท่านบาดเจ็บ กลับเห็นหลวงพ่อท่านลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่เปื้อนจีวร แล้วกลับขึ้นไปใหม่

เรื่องนี้ต่างเป็นที่โจษขานกันมากว่า หลวงพ่อทองท่านมีวิชาทำให้ตัวเบาได้ มาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องบิณฑบาต ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น หลวงพ่อทองท่านถือธุดงค์บิณฑบาตเป็นวัตร มีผู้เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นปากน้ำโพยังไม่มีรถลาวิ่งเหมือนสมัยนี้ จะไปไหนมาไหนมีการเดินเท้าเป็นส่วนใหญ่ เช้าวันนี้ผู้เล่ามีธุระขี่ม้าไปที่ตลาดใต้ เห็นหลวงพ่อท่านกำลังเดินบิณฑบาตอยู่ที่ตลาดใต้ เขาเห็นก็เพียงนึกอยู่ในใจว่า หลวงพ่อท่านทำไมจึงมาบิณฑบาตไกลนัก ท่านมาได้อย่างไร นี่ก็สายแล้ว เขาขี่ม้าวิ่งกลับมาผ่านมาทางวัด กลับเห็นหลวงพ่อกำลังนั่งฉันข้าวอยู่ที่วัด ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก

นอกจากนั้นก็ยังมีคนเคยเห็นหลวงพ่อไปบิณฑบาตที่บ้านหาดทรายงามบ้าง ที่ตลาดแก้ว อำเภอบรรพตพิสัยบ้าง จากที่กล่าวมานี้ก็เป็นที่โจษขานกันมาก ว่าหลวงพ่อทองท่านมีวิชาหายตัวบ้าง ย่นหนทางได้บ้าง ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกเรื่องหนึ่ง

พระครูวิศิษฏ์จริยาวัตร วัดวรนาถบรรพต นครสวรรค์ ๒๘ ก.พ.๒๕๒๕…

เรื่องกระสุนวิถีโค้ง ตามปกติหลวงพ่อทองท่านจะมีคันกระสุนและลูกไว้เสมอ เพื่อป้องกันคนมาลักตัดไม้ไผ่รวก ลักไก่ ยิงนกในบริเวณวัดของท่าน เรื่องที่น่าแปลกก็คือเวลามีคนมาบอกท่านว่า มีคนกำลังลักตัดไม้หรือยิงไก่ ยิงนกของท่าน แทนที่ท่านจะยิงกระสุนไปทางคนที่ลัก แต่ท่านกลับยิงออกไปตรงหน้าท่าน ซึ่งเป็นคนละทิศกับคนที่มาลัก แต่ผลปรากฏว่าลูกกระสุนไปถูกคนที่มาลักทุกที จนเป็นที่หวาดเกรงกันมาก ไม่มีใครกล้ามาตัดไม้ หรือขโมยของๆท่าน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นที่โจษกันมากว่าหลวงพ่อท่านมีอาคมขลัง มีกระสุนวิถีโค้ง

การเล่นแร่แปรธาตุ ตามปกติหลวงพ่อทอง ท่านมีความสนใจในเรื่องนี้มาก ท่านจะมีเตาสูบเบ้าสำหรับหลอม และกระบอกสำหรับสูบ ท่านจะทำของท่านอยู่เป็นประจำ ส่วนจะได้ผลเป็นประการใดนั้น ไม่มีใครทราบ ทราบกันแต่เพียงว่าของที่ได้จากการนั้น ท่านจะทำเป็นลูกกลมๆคล้ายลูกอม นานๆท่านก็จะเอามาใส่ในลูกมะกรูด แล้วก็หว่านทานแจก ปรากฏว่าคนที่ได้ลูกอมของท่านไปใช้ มีความศักดิ์สิทธิ์ ในด้านอยู่คงกระพันดีมาก

การทำเครื่องรางของขลัง เท่าที่ทราบในสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ นอกจากมีลูกอมและรดน้ำมนต์แล้ว หลวงพ่อไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้เลย แม้แต่รูปถ่ายของท่าน ท่านก็ไม่ยอมให้ใครถ่าย มีคนมาแอบลักถ่ายรูปของท่านไปบ่อยๆ แต่ปรากฏว่าพอเอาฟิล์มไปล้าง แล้วฟิล์มเสียหมด ไม่มีภาพของท่านติดเลยแม้แต่ภาพเดียว รูปถ่ายของหลวงพ่อมีเพียงภาพเดียวและครั้งเดียวเท่านั้นที่หลวงพ่ออนุญาต คือภาพที่ท่านกำลังนั่งบนธรรมาสน์ กำลังถือใบลานเทศน์อยู่

ทั้งนี้ก็เพราะทนความอ้อนวอนรบเร้าของบรรดาพวกลูกศิษย์ไม่ไหว เพื่อขอไว้เป็นที่ระลึก เคารพบูชาเท่านั้น พูดถึงน้ำมนต์ของหลวงพ่อมีความศักดิ์สิทธิ์มาก มีคนมาขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้เป็นประจำทุกวันมิได้ขาดและได้ผลตามความปรารถนาทุกราย

พูดถึงเรื่องน้ำมนต์ของหลวงพ่อทองมีเรื่องแปลกแต่จริงเรื่องหนึ่งก็ คือ ผู้ที่มาขอน้ำมนต์หลวงพ่อไปอาบ เพื่อให้รอดพ้นจากการเป็นทหารในตอนคัดเลือก ปรากฏว่าทุกรายที่อาบน้ำมนต์ของหลวงพ่อจะต้องถูกเป็นทหารหมด จนเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ที่เป็นเช่นนี้เข้าใจว่า หลวงพ่อท่านคงจะเห็นว่า เราเกิดมาเป็นผู้ชายคนไทย ไม่ควรเป็นคนเห็นแก่ตัว ควรจะเป็นทหารรับใช้ประเทศชาติ เพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยชาติเราเข้าไว้ก็อาจเป็นได้

ตากบ-ยายเขียด
ตากบ ยายเขียด เป็นรูปปั้นด้วยปูนปิดทองสวยงาม ตั้งอยู่ที่ซุ้มหน้าประตูอุโบสถทั้งสองข้าง ไม่มีใครทราบประวัติว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพราะหลวงพ่อท่านไม่ได้บอกเข้าไว้ ทราบแต่เพียงว่า เมื่อหลวงพ่อท่านซ่อมอุโบสถเสร็จแล้ว ท่านได้ปั้นเข้าไว้ เข้าใจว่าที่หลวงพ่อท่านทำไว้คงจะมีความหมายอะไรสักอย่างเป็นแน่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ถือว่าเป็นของเก่าของหลวงพ่อ มีประชาชนไปกราบไหว้ขอความปรารถนากันทุกวันมิได้ขาด

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้

นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

เพื่อเผยแผ่กิตติคุณครูบาอาจารย์เป็นสังฆบูชา

เรียบเรียงโดย : ศักดิ์ศรี บุญรังศรี

Posted in ประวัติพระเกจิอาจารย์ | Tagged | Leave a comment

หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน

ประวัติ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน (วัดอัมพวัน)

หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน (วัดอัมพวัน)
วัดคลองมะดัน เป็นวัดโบราณไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้าง อยู่กลางทุ่งนา ในสมัยก่อนมีลำคลองผ่าน หน้าวัดและมีต้นมะดันขึ้นอยู่ชุกชุมมาก ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า วัดคลองมะดัน แม้ว่าภายหลังได้มีการ เปลี่ยนชื่อเป็น วัดอัมพวัน แต่ชาวบ้านและคนใน จ.สุพรรณบุรี ทั่วๆ ไปยังนิยมเรียกชื่อเก่าว่า วัดคลองมะดัน เหมือนเดิม

หลวงพ่อโหน่ง เกิดปีขาล ตรงกับวันอาทิตย์ พ.ศ. ๒๔๐๙ (บางแห่งว่า พ.ศ. ๒๔๐๘) ณ หมู่บ้านท้ายบ้าน ตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนฝั่งคลองสองพี่น้อง ฝั่งเดียวกับวัดสองพี่น้อง เป็นบุตรคนที่สอง (บางแห่งว่า เป็นบุตรคนที่ ๔) ของนายโต นางจ้อย โตงาม อาชีพทำนา มีพี่น้องร่วมอุทร ๙ คน อายุได้ ๒๔ ปี อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสองพี่น้อง โดยพระอธิการจันทร์ วัดทุ่งคอก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการดิษฐ์ วัดทุ่งคอก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ กับพระอธิการสุด วัดท่าจัด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาจากพระอุปัชฌายะว่า อินฺทสุวณฺโณ

เมื่อหลวงพ่อโหน่งอุปสมบทแล้วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปหาพระน้าชาย ซึ่งมีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณเปรียญ ๙ ประโยค เพื่อศึกษาธรรมวินัย หลวงพ่อโหน่งสังเกตเห็นเจ้าคุณมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ จึงเอ่ยปากถามว่า ท่านละกิเลสหมดแล้วหรือ ท่านเจ้าคุณบอกให้หลวงพ่อโหน่งเข้าไปดูในกุฏิว่ามีอะไรบ้าง หลวงพ่อโหน่งไปเห็นโต๊ะหมู่บูชาทำด้วยมุก โต๊ะหมู่ทอง งาช้าง และสิ่งของมีค่าอีกมากมาย เมื่อออกมาจากกุฏิ หลวงพ่อโหน่งกราบลาท่านเจ้าคุณน้าชายกลับมาจำพรรษายังวัดสองพี่น้องตามเดิม แล้วเดินทางไปจำพรรษาที่วัดทุ่งคอกเพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับพระอธิการจันทร์ อุปัชฌาย์ของท่าน

หลวงพ่อโหน่ง ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อจันทร์ได้ ๒ พรรษา เดินทางมาศึกษาต่อวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า สุพรรณบุรี จนกระทั่งมีความรู้แตกฉานเป็นที่ไว้วางใจแก่หลวงพ่อเนียมได้ เมื่อตอนหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยามาเป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อเนียมพูดกับหลวงพ่อปานว่า “เวลาข้าตายแล้ว เอ็งสงสัยอะไรก็ให้ไปถามโหน่งเขานะ โหน่งเขาแทนข้าได้”

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานปรากฏว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ หลวงพ่อโหน่ง อายุ ๔๑ ปี จำพรรษาอยู่ ที่วัดสองพี่น้อง พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด) วัดปากนํ้า ได้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้องและ พระสงฆ์ที่มีส่วนร่วมในการอุปสมบทในครั้งนั้นคือ หลวงพ่อโหน่ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และต่อมาหลวงพ่อสดก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อโหน่งเช่นกัน นอกจากหลวงพ่อสดแล้ว ศิษย์ของท่านยังมี หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดโพธิ์ หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก

เมื่อหลวงพ่อโหน่งกลับไปจำพรรษาที่วัดสองพี่น้องตามเดิม จิตใจวาบหวิวชอบกล จึงเดินทางไปหาหลวงพ่อเนียมอีก ยังไม่ทันที่หลวงพ่อโหน่งจะว่าอะไร หลวงพ่อเนียมพูดขึ้นก่อนว่า “ฮื้อ! ทำไปเองนี่นา ไม่มีอะไรหร๊อก กลับไปเถอะ” หลวงพ่อโหน่งรู้สึกสบายใจขึ้น และก็มิได้เป็นอะไรอีกเลย

เมื่อมาจำพรรษาที่วัดคลองมะดัน ท่านฉันอาหารเจ ก่อนออกบิณฑบาต นมัสการต้นโพธิ์ทุกเช้า เมื่อบิณฑบาตกลับมาใส่บาตรถวายสังฆทาน ท่านเอามารดามาอยู่ที่วัดด้วย ปรนนิบัติจนกระทั่งถึงแก่กรรม เคร่งครัดในการอบรมสั่งสอนพระเณรและลูกศิษย์วัด ไม่รับเงิน เจริญวิปัสสนากรรมในป่าช้าเป็นประจำ ถือสันโดษ ไม่สะสมทรัพย์สินมีค่าเลยแม้แต่น้อย สร้างสาธารณูปการสงฆ์เพิ่มขึ้นอีกเป็นอันมาก

จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ฌานของหลวงพ่อแก่กล้า สามารถทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ พระทำผิดวินัย ท่านสามารถรู้ได้โดยไม่ต้องเห็น พระที่ไปรุกขมูลทะเลาะเบาะแว้งกัน ท่านก็รู้ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ยไปหาหลวงพ่อโหน่งที่วัดคลองมะดันโดยไม่บอกเล่าเก้าสิบ หลวงพ่อโหน่งสั่งลูกศิษย์เตรียมจัดที่จัดทางไว้ ว่าวันนี้จะมีพระผู้ใหญ่มาหา มีเรื่องเล่าว่า ใครนิมนต์ท่านไปไหนมาไหน ท่านต้องถามพระประจำตัวในกุฏิท่านก่อนเสมอ ถ้าพระท่านบอกไปได้ ท่านก็ไป ถ้าพระท่านบอกไม่ให้ไป ท่านก็ไม่ไป แม้กระทั่งการสร้างพระประธานองค์ย่อม ท่านก็ถามพระว่า สร้างได้ไหม พระบอกว่าสร้างได้ ท่านก็สร้างตามนั้น แต่ท่านไม่ทราบว่าจะหาช่างปั้นช่างหล่อที่ไหน พระก็บอกให้เดินไปทางโน้นทางนี้ ท่านก็เดินตามนั้น พบช่างมาช่วยปั้นและหล่อตามที่พระบอก เมื่อหล่อเสร็จช่างก็หายตัวไปเฉยๆ โดยไม่บอกกล่าว ท่านก็ตกใจว่า อ้าว….เงินค่าจ้างยังไม่ได้จ่าย เป็นการเบียดเบียนเขา จึงเดินย้อนไปตามทางเดิมถึงจุดที่พบช่าง ก็บอกลักษณะหน้าตาถามชาวบ้าน ชาวบ้านบอกไม่รู้จัก คงเป็นคนถิ่นอื่น เมื่อกลับกุฏิก็ถามพระว่า จะไปตามช่างได้ที่ไหน พระบอกไม่ต้องไปตาม เพราะช่างคนนี้ไม่ธรรมดา เป็น ช่างเทวดา มาช่วย เมื่อหมดหน้าที่ท่านก็ไปตามเรื่องของท่าน ไม่ต้องไปตามหรอก ถึงตามก็ไม่เจอ

หลวงพ่อโหน่ง เป็นศิษย์รุ่นพี่ของ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ร่วมอาจารย์เดียวกันคือ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย ก่อนหลวงพ่อเนียมมรณภาพ ท่านได้สั่งเสียกับหลวงพ่อปานว่า ถ้าข้าตาย มีอะไรขัดข้องก็ให้ไปถาม หลวงพ่อโหน่ง นะ เมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพ แล้วราวหนึ่งปี หลวงพ่อปานก็ธุดงค์มาหาหลวงพ่อโหน่งที่วัดคลองมะดัน มาถึงวัดตอนบ่ายวันหนึ่ง ท่านก็นั่งรออยู่ใต้ต้นไม้ คิดว่าหลวงพ่อโหน่งคงจำวัด

แต่หลวงพ่อโหน่งรู้ด้วยญาณของท่าน จึงเปิดหน้าต่างออกมา เห็นหลวงพ่อปานนั่งรออยู่ จึงว่า อ้อ มาถึงแล้วเรอะ ฉันรออยู่แต่เช้าเชียว คืนนั้น หลวงพ่อปานต่อวิชากับหลวงพ่อโหน่งในโบสถ์ ทั้งหลวงพ่อโหน่งกับหลวงพ่อปานเข้าสมาบัติเต็มอัตรา ไม่ถึงครึ่งคืนทุกอย่างก็จบสิ้นกระบวนความ

เมื่อตอนหลวงพ่อโหน่งมรณภาพ ปี 2477 หลวงพ่อปานไปสร้างวัดอยู่ลพบุรีทราบข่าว ได้สั่งกรรมการวัดคลองมะดันว่า อย่าเพิ่งเผาศพหลวงพ่อโหน่ง ถ้าร่างไม่เน่า ให้รอท่านก่อน ปรากฏว่าร่างหลวงพ่อโหน่งไม่เน่า แต่กรรมการวัดก็รีบเผาเสีย หลวงพ่อปานมาถึงก็เทศนากรรมการวัดเสียกัณฑ์ใหญ่ว่า พวกแกอยู่กับพระอรหันต์ทุกวี่วัน ช่างไม่รู้บ้างเลย ท่านอธิษฐานทิ้งตัวไว้นะ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อปานมรณภาพ เมื่อปี 2481 ท่านก็อธิษฐานทิ้งตัวไม่เน่าอีกเหมือนกัน สรุปแล้ว ตั้งแต่พระอาจารย์ใหญ่คือ หลวงพ่อเนียม ลงมาจนถึง หลวงพ่อโหน่ง และ หลวงพ่อปาน เมื่อมรณภาพแล้ว ร่างกายไม่เน่าทุกองค์ โดยไม่ต้องฉีดยาอย่างปัจจุบัน

หลวงพ่อเริ่มสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครนึกออก แต่มีพระดินเผาอยู่องค์หนึ่ง จารึกด้านหลังว่า พ.ศ. ๒๔๖๑ ก็น่าจะสันนิษฐานว่า พระที่ท่านสร้างนั้น คงจะเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นต้นไป เพราะไม่ปรากฏ พ.ศ. ที่เก่ากว่านั้นเลย ท่านทำมาเรื่อยจนถึง พ.ศ.2470 กว่า จึงยุติ พระที่ท่านสร้างขึ้นมีหลายสิบพิมพ์ เป็นพิมพ์ใหม่ที่ท่านและลูกศิษย์คิดค้นขึ้นเองก็มี ที่ถอดพิมพ์จากพระเก่าก็มาก ท่านและประชาชนพิมพ์พระเสร็จเก็บไว้ในตุ่มน้ำ ในถัง ในปีบ ในลังไม้ เป็นระยะเวลา ๑๐ กว่าปี คาดว่าเกินกว่า ๘๔,๐๐๐ องค์ พิมพ์อาจมากเป็นร้อยพิมพ์ บางตำราว่า เวลาพุทธาภิเษกของท่านแปลก คือทำพิธีตอนเผาไฟ ไม่ใช่เผาแล้วทำ พระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นมาประกอบพิธีกันมากหลาย หลวงพ่อปานก็มาร่วมในพิธีพุทธาภิเษกด้วย แต่บางตำราก็ว่า การปลุกเสกพระของหลวงพ่อโหน่งนั้นท่านปลุกเสกเดี่ยวเพียงองค์เดียวเท่านั้น และท่านจะปลุกเสกตลอดไตรมาสในช่วงเข้าพรรษา พอออกพรรษาแล้วก็จะมีการฉลองสมโภชพระที่สร้างใหม่ โดยอาราธนาพระสงฆ์ ในวัดคลองมะดันมาสวดพระพุทธมนต์ ส่วนตัวท่านเป็นประธานพิธี พอเสร็จพิธีในการสวดพุทธมนต์แล้ว ท่านจะขึ้นธรรมาสน์เทศนาสั่งสอนผู้คนที่มารับแจกพระจากมือท่าน ในการสร้างพระเครื่องบางครั้งถ้ามีฤกษ์ดิถีที่ดี ท่านก็จะนิมนต์พระอาจารย์แก่กล้าธรรมทั้งหลาย รวมทั้ง หลวงพ่อปาน มาร่วมปลุกเสกพระที่ท่านสร้างเป็นครั้งคราวด้วย

ลักษณะเนื้อพระมีทั้งละเอียดและหยาบ เนื้อละเอียดบางองค์เหมือนพระทุ่งเศรษฐี จังหวัดกำแพงเพชร สีดง สีหม้อใหม่ แดงปนน้ำตาล สีแดงนวล สีดำปนเทา เฉพาะสีดำปนเทามีจำนวนน้อย ในเนื้อดินมักมีแก้วแกลบ (แร่ยิบซั่ม) ฝังอยู่ ลักษณะเป็นเส้นขาวทึบคล้ายกระดูกหรือแป้งฝังอยู่ในเนื้อพระ อาจจะมีบ้างแต่น้อยมาก แร่ทรายเงินทรายทองก็มี ด้านหลังบางองค์จารึกอักขระขอม บางทีก็ พ.ศ. การสร้าง ภาษาจีนก็มีจารึก พระพิมพ์ต่างๆ ของท่านมีอาทิ พิมพ์ซุ้มกอ พิมพ์ลีลา พิมพ์พระสมเด็จสามชั้นและฐานคู่ พิมพ์จันทร์ลอย พิมพ์ปรุหนัง พิมพ์ท่ากระดาน พิมพ์พระชินราช พิมพ์งบน้ำอ้อย พิมพ์กลีบบัว พิมพ์พระตรีกาย พิมพ์โมคคัลลาน์สารีบุตร พิมพ์พระเจ้าห้าพระองค์ พิมพ์พระปิดตา พิมพ์นาคปรก พิมพ์ปางไสยาสน์ พิมพ์กำแพงศอก ฯลฯ แต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ พิมพ์ซุ้มกอ ซึ่งออกเป็นพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ ค่านิยมก็แตกต่าง กันไปตามสภาพ นอกจากนี้ พระพิมพ์ขุนแผนหน้าค่าย ก็ได้รับความนิยมเช่นกันแบ่งออกเป็น ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานมีบัว และพิมพ์ฐานไม่มีบัว ส่วนพระพิมพ์อื่นๆ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน คือ พระลีลาหรือพระกำแพงนิ้ว พระสมเด็จฐานคู่ และอีกหลายๆ พิมพ์ที่ไม่ได้เอ่ยนามไว้ ณ ที่นี้ ต่างได้รับความนิยมทุกๆ พิมพ์ตามสภาพความงามของพระองค์นั้นๆ

พระเครื่องที่ท่านสร้างขึ้นและเสกแล้ว ท่านจะเก็บไว้ในโอ่ง ท่านจะหยิบใส่พานตั้งตรงหน้าท่านจำนวนหนึ่ง เพื่อแจกแก่ญาติโยมไปเรื่อยๆ เมื่อข่าวหลวงพ่อโหน่งสร้างพระและแจกพระแพร่กระจาย ออกไปมีประชาชนทั้งใกล้ และไกลมารับแจกพระจากท่านเป็นจำนวนมาก ทุกๆ วัน หลวงพ่อโหน่งต้องเพิ่มกิจวัตร ในการแจกพระเป็นเวลานาน นอกจากนี้แล้ว หลวงพ่อโหน่งยังได้นำพระอีกส่วนหนึ่ง ไปบรรจุไว้ที่ปูชนียสถาน หลายแห่งภาย ในวัดคลองมะดัน และที่วัดทุ่งคอกด้วย ส่วนที่เหลือก็แจกให้แก่ผู้ที่มาขอตลอดอายุขัยของท่าน

เมื่อหลวงพ่อโหน่งมรณภาพแล้ว พระก็ยังเหลืออยู่ อาจารย์ฉวย ปัญญารตนะ เจ้าอาวาส รูปต่อมาก็ได้ทำตามเจตนารมณ์ ของหลวงพ่อโหน่งทุกประการ คือ แจกพระหลวงพ่อโหน่งให้แก่ผู้ที่มาทำบุญเรื่อย มาจนอาจารย์ฉวยมรณภาพลง พระที่แจกก็ยังไม่หมด อาจารย์หนำ ยะสะสี เจ้าอาวาสรูปต่อมา ก็ได้แจกพระหลวงพ่อโหน่ง ตามเจ้าอาวาสรูปก่อน พระหลวงพ่อโหน่ง จึงได้หมดไปในที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระหลวงพ่อโหน่งสร้างไว้หลายพิมพ์และมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครทราบจำนวนที่แท้จริงว่าสร้างมากเท่าไร จะรู้เพียงว่าสร้างด้วยเนื้อดินเผาทั้งหมด นอกจากพระเครื่องชนิดเล็กๆ สำหรับห้อยคอติดตัวแล้ว หลวงพ่อโหน่ง ยังได้สร้างพระขนาดใหญ่เพื่อเอาไว้บูชาตั้ง ไว้ในบ้านอีกด้วย เช่น พระกำแพงศอกเนื้อดินเผาและพิมพ์อื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระรูปเหมือนหลวงพ่อโหน่ง แบบลอยองค์แบบพระบูชา เนื้อทำด้วยปูน เป็นต้น โดยท่านจะเขียนคำอวยพรไว้ด้านหลังองค์พระเป็นภาษาไทยไว้ด้วย ส่วนการสร้างพระของบรรดาศิษย์และผู้ใกล้ชิดสร้างขึ้นไว้เป็น สมบัติส่วนตัวโดยเฉพาะโดยได้ขออนุญาตให้หลวงพ่อโหน่ง ปลุกเสกให้ แต่มีจำนวนน้อยมากยากที่จะเสาะหาในปัจจุบัน เนื่องจากพระหลวงพ่อโหน่งมีของเทียมมาก เช่าหาโปรดจงระวัง

หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๕ ธ.ค. ๒๔๗๗ อายุ ๖๙ ปี พรรษา ๔๖ โดยท่านมรณภาพในปางไสยาสน์แบบอาจารย์ของท่านคือ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย

หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน หรือ วัดอัมพวัน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่มีวิชาพุทธาคมอันเข้มขลังอยู่ระดับแนวหน้าของประเทศไทย กล่าวกันว่า พระเครื่องของหลวงพ่อโหน่งมีพุทธคุณเด่นทางเมตตา มหานิยมมากและแคล้วคลาด จากอันตราย เป็นเลิศ จึงเป็นที่เสาะหาของบรรดานักสะสม เพื่อเอาไว้ใช้ติดตัวเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ มาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน นับว่าหลวงพ่อโหน่งเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษท่านหนึ่งของประเทศไทย

Posted in ประวัติพระเกจิอาจารย์ | Tagged | Leave a comment